สิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมอบให้เป็นมรดกที่ล้ำค่ากับชาวพุทธ ก็คือ คำจริงทุกคำที่เป็นประโยชน์ทั้งพระธรรมและพระวินัย เพราะฉะนั้น ทุกคนถ้าเห็นคุณอย่างนี้ บูชาคุณด้วยความเป็นผู้ตรง ศึกษาพระธรรมให้เข้าใจ ประกาศคำสอนที่ถูกต้อง เพื่อให้คนอื่นได้มีโอกาสได้รู้ได้เข้าใจถูก ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในชาติต่อๆ ไป
ความฉลาดที่เป็นปัญญา
ความฉลาดที่เป็นปัญญา ก็ต้องแยกระหว่างปัญญาทางโลกและทางธรรมก่อน ปัญญญาทางโลก ก็คือความฉลาดที่คิดเป็นเหตุเป็นผลความชำนาญในเรื่องราว วิชาการต่างๆ นั่นเป็นความฉลาดทางโลก ที่ไม่ใช่ ปัญญาจริงๆ ที่เป็นปัญญาเจตสิก เพราะแม้คิดเป็นเหตุเป็นผลในทางโลกได้ แต่ขณะนั้นเป็นอกุศลจิต หรือขณะนั้นไม่ได้ตรงตามความเป็นจริงที่เป็นสัจจะ ดังนั้น ฉลาดด้วย วิตกมนสิการ ด้วยอกุศลจิต มีโลภะ เป็นต้นได้
แต่ความฉลาดที่เป็นปัญญาจริงๆ ที่เป็นปัญญาเจตสิกคือ ความเห็นถูกตามความเป็นจริง ตามสัจจะของธรรม เช่น ปัญญาที่เข้าใจในเรื่องกรรม และผลของกรรม ปัญญาที่เป็นการอบรมปัญญา เพื่อความเจริญขึ้นของสิ่งที่ดีคือ กุศล อันเป็นปัญญาที่เป็นสมถภาวนา หรือปัญญา คือ ความเห็นถูกที่เข้าใจความจริงของสภาพธรรมที่มีในขณะนี้ ตามความเป็นจริง ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็นอนัตตา ดังนั้น ปัญญาความฉลาดที่ถูกต้อง ที่เป็นปัญญาเจตสิก จึงเป็นกุศลธรรม และเป็นการเห็นทุกสิ่งถูกต้องตามความเป็นจริง
ความเฉลียวฉลาดหลักแหลมในทางโลก เป็นศิลปะ ความชำนาญในด้านนั้นๆ ซึ่งต้องอาศัยความเพียรพยายามในการประกอบสะสมบ่อยๆ เนืองๆ เมื่อว่าโดยสภาพธรรมแล้วก็ไม่พ้นไปจากความเกิดขึ้นเป็นไปของจิตและเจตสิกเลย ความเฉลียวฉลาดในทางโลก ไม่ใช่ปัญญาในความหมายที่ใช้ในพุทธศาสนา ไม่ใช่ปัญญาเจตสิก ไม่ใช่สภาพธรรมที่จะเป็นไปเพื่อการดับกิเลสได้เลย ต้องเป็นปัญญาในพระพุทธศาสนาเท่านั้น ถึงจะสามารถดับกิเลสได้ สำหรับปัญญา ความเข้าใจถูกเห็นถูกในลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริงนั้น ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่เป็นไปเพื่อการดับกิเลสนั้น จะมีขึ้นได้ เจริญขึ้นได้ ต้องอาศัยการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม สนทนา สอบถามจากกัลยาณมิตรผู้ที่มีปัญญา เป็นต้น ซึ่งจะต้องเป็นผู้เคยเห็นประโยชน์ของปัญญามาแล้ว ในชาติก่อนๆ ก็ต้องเคยเป็นผู้เข้าไปนั่งใกล้กัลยาณมิตรผู้มีปัญญา เพื่อฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูก มาแล้ว จึงทำให้ชาตินี้ เป็นผู้เห็นประโยชน์ของปัญญา สนใจที่ฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกต่อไป เมื่อฟังพระธรรมต่อไปบ่อยๆ เนืองๆ ปัญญาก็จะค่อยๆ เจริญขึ้นไปตามลำดับ.
ธรรม
ประจำวันนี้ จากพระไตรปิฎก
อินทรีย์
คือ ความเป็นใหญ่ใน หน้าที่ ในแต่ละส่วนของชีวิต มนุษย์ มี ๒๒ อย่าง คือ
อินทรีย์
ส่วนที่เป็น รูปธรรม มี ๘ อย่าง คือ
ตา,หู,จมูก,ลิ้น,กาย,ความเป็นผู้หญิง,ความเป็นผู้ชาย,และ ชีวิตินทรีย์ แปลว่า ชีวิตที่รักษารูปนี้ไว้
ครบ ๘ แล้ว นะครับ
อินทรีย์
ที่เป็นนามธรรม มี ๑๔ อย่างคือ
ใจ,ความสุขกาย,ความทุกข์กาย,ความสุขใจ,ความทุกข์ใจ,ความเฉย เฉย,
ศรัทธา,วิริยะ, สติ ,สมาธิ ปัญญา
ความรู้ที่เกิดมาไม่เคยรู้มาก่อนเลย คือ โสดาปัตติมรรค
ความรู้แจ้งทาง ปัญญา (อัญญาผลญาณ) และ
ตัวสุดท้าย
ความรู้ว่าตนเป็นผู้รู้ (อรหันตผลญาณ)
ครบ ๑๔ แล้ว นะครับ
รวม รูปธรรม และ นามธรรม ที่เป็นอินทรีย์ คือ ๒๒ ครบ แล้วนะครับ
รู้แล้ว จะได้อะไร
คำตอบ คือ รู้แล้ว ก็จะรู้ว่า เราเกิดมาเป็น มนุษย์ ในครั้งนี้
อินทรีย์
คือ ความเป็นใหญ่ ในส่วน ต่างต่าง ของร่างกายเรา นี้
เราต้องรู้จักมัน แล้วนำเอาความสามารถของมัน ออกมาใช้ให้ คุ้มค่า
ผม ชี้ให้ท่านดู เพียง ๕ ตัวก่อน นะครับ
ท่านเคยได้ยินบ่อย บ่อย คือ
อินทรีย์ ๕ มีดังนี้
ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และ ปัญญา
ใครมี ๕ อย่างนี้
คนนั้นเกิดมา ได้เปรียบคนอื่น อย่าง มโหฬาร เลยนะครับ
แค่มี
ปัญญา เป็นเลิศ ในทางโลก ตัวเดียว ก็คุ้มครอง คนทั้งบ้าน ทั้งครอบครัว รุ่งเรือง ปรอดภัย ตลอดอายุไข
ยิ่งถ้าเอา ปัญญา ตัวนี้ มาดูแลเรื่อง ธรรม ของตัวเอง ชีวิตก็จะ เจริญรุ่งเรืองในพระพุทธศาสนา เป็นอย่างยิ่ง ประเมินค่ามิได้ เลย นะครับ
.