หนทางการอบรมปัญญาคือเป็นปกติ คือไม่ไปทำอะไรที่ผิดปกติเพื่อที่จะรู้ ให้เกิดปัญญา แต่ค่อยๆ เข้าใจว่าทุกอย่างเป็นธรรมะ เป็นอนัตตา แม้ขั้นการฟังการศึกษาที่ยังไม่ถึงการระลึกรู้ตัวธรรมะ แต่ก็เพื่อเข้าใจความเป็นปกติ ของธรรมะ
สัมปชัญญะ ๔
ก็ต้องอาศัยการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมเป็นปกติในชีวิตประจำวันจริง ๆ จึงจะมีความเข้าใจที่ค่อย ๆ เจริญขึ้นไปตามลำดับ การรู้ว่าอะไรมีประโยชน์ อะไรไม่มีประโยชน์ อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ เป็นต้น ล้วนมาจากความเข้าใจถูกเห็นถูกทั้งนั้น แม้แต่ในเรื่องของสัมปชัญญะประการต่าง ๆ ก็คือ ความเข้าใจถูกเห็นถูกนั่นเอง เริ่มตั้งแต่เห็นประโยชน์ของการฟังพระธรรม รู้ถึงความเหมาะควรในเรื่องต่าง ๆ รู้ว่าที่ไหนไม่ควรไปเพราะไปแล้วทำให้อกุศลธรรมเจริญมากขึ้น พร้อมทั้งรู้ว่าที่ไหนเป็นที่ที่ควรเที่ยวไป รู้ถึงอารมณ์อันเป็นที่ตั้งให้ปัญญารู้ตามความเป็นจริงซึ่งก็คือสภาพธรรมที่มีจริง ๆ ในขณะนี้ จนถึง รู้ตรงลักษณะของสภาพธรรมที่กำลัง ปรากฏตามความเป็นจริง ทั้งหมดนั้น ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม ไม่ได้ศึกษาพระธรรมไม่มีทางที่จะมีความเข้าใจถูกได้เลย
จตุ (สี่)+สํ (พร้อม)+ป (ทั่ว)+ชญฺญฺ (ความรู้) ความรู้ทั่วพร้อม ความรู้ตัว ๔ ประการ หมายถึง ปัญญาเจตสิกที่เกิดขึ้นรู้ความจริงในระดับต่างๆ เป็นปัจจัยเกื้อกูลแก่การเจริญของกุศลธรรมและการอบรมปัญญาที่ยิ่งขึ้นได้แก่
๑. สาตถกสัมปชัญญะ ปัญญาที่รู้ความเป็นประโยชน์ และไม่ใช่ประโยชน์ เช่น รู้ประโยชน์ของการศึกษาพระธรรม รู้ประโยชน์ของการอบรมปัญญา รู้ประโยชน์ของกุศลธรรม และรู้ว่าอกุศลธรรมไม่มีประโยชน์
เกิดมาเพื่ออะไร เพื่อที่จะอยู่สบายๆ ต่อไปเท่านั้นหรือ หรือว่าอยู่เพื่อรู้ความจริงของสภาพธรรมที่มีในขณะนี้ ประโยชน์จริงๆ คือ รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง นี่คือ สาตถกะสัมปชัญญะ เพราะถ้าไม่มี สาตถกสัมปชัญญะ การเห็นประโยชน์ที่จะอบรมปัญญาฟังพระธรรม จะมี สัมปชัญญะอื่นไม่ได้เลย
๒. สัปปายะสัมปชัญญะ ปัญญาที่รู้ความเหมาะสม หรือความสมควรต่อการเกิดขึ้นของกุศลธรรม รู้ว่ากุศลธรรมเป็น สัปปายะ อกุศลธรรมเป็น อสัปปายะ รู้ว่าสถานที่ใด บุคคลใด คำพูดเช่นไร เป็นต้น เป็นสัปปายะแก่กุศลธรรม
บุคคล หรือ คำ ที่ทำให้เกิดความเห็นถูกได้ แสดงธรรมนั้นถูกต้อง ที่เป็นธรรมะแสดงถึงสิ่งที่มีจริง เช่น เห็น เป็นธรรมะ เป็นสิ่งที่มีจริง แต่คำใดที่ไม่ได้แสดงถึง สิ่งที่มีจริง คำนั้น ไม่ใช่ สัปปายะ
๓. โคจรสัมปชัญญะ ปัญญาที่รู้อารมณ์ที่ควรเป็นที่เที่ยวไป เป็นอารมณ์ที่เป็นปัจจัยให้จิตสงบจากกิเลส หรือเป็นอารมณ์ที่เป็นปัจจัยให้รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง
อารมณ์ที่ทำให้เกิดปัญญา ความเข้าใจ ขณะนี้ได้ยินเสียง แต่ไม่เกิดปัญญารู้ว่าเป็นแต่เพียงธรรมไม่ใช่เรา อารมณ์นั้น ก็ไม่ใช่ โคจรสัมปชัญญะ แต่เมื่อเสียงใด อารมณ์ใดเกิดขึ้น และเกิดปัญญารู้ความจริงในขณะนั้น ในสิ่งที่กำลังปรากฏ ที่เป็นอารมณ์นั้น อารมณ์นั้น เป็นโคจรสัมปชัญญะ ผู้ที่มีปัญญารู้ว่า โคจรสัมปชัญะ คือ ขณะนี้ที่กำลังมีสภาพธรรมที่เป็นปกติ
๔. อสัมโมหสัมปชัญญะ ปัญญาที่รู้ความจริงทำให้ไม่หลง คือรู้ลักษณะของนามธรรม และรูปธรรม ซึ่งเป็นปัจจัยให้เกิดอิริยาบถต่างๆ มีการยืน เดิน นั่ง นอน เคลื่อนไหว เหยียด คู้ เป็นต้น
ขณะที่ทานอาหาร คุยกัน ขณะนั้นไม่ได้รู้เลยว่า กำลังเคี้ยว กำลังเอื้อมมือไปตักอาหาร ขณะนั้นไม่รู้ตัวเลย ไม่เข้าใจว่าเป็นแต่เพียงธรรม ขณะนั้น จึงไม่ชื่อว่า อสัมโมหสัมปชัญญะ แต่ขณะที่สติและปัญญาเกิดรู้ความจริง ไม่หลงลืม ขณะนั้นมีปัญญารู้ความจริงว่าเป็นแต่เพียงธรรมไม่ใช่เรา ขณะนั้น เป็น อสัมโมหะสัมปชัญญะ ซึ่งจะเป็นอสัมโมหะสัมปชัญญะ ต้องอาศัยการฟังการศึกษา ปัญญาที่มั่นคงในขั้นสัจจญาณ
ฟังพระธรรมศึกษาพระธรรมกัน ก็เพราะเห็นประโยชน์ ก็คือ สาตถกสัมปชัญญะ ขณะที่สนทนาธรรมฟังธรรม แล้วคิดแต่เรื่องราว หรือสงสัยในสิ่งที่ไม่สามารถจะรู้ได้ ไม่เกื้อกูลต่อการรู้ลักษณะสภาพธรรม ไม่เป็นสัปปายสัมปชัญญะ แต่ขณะที่เข้าใจในสิ่งที่กำลังฟัง เป็นสัปปายสัมปชัญญะ เมื่อเข้าใจในสภาพธรรมที่ถูกต้อง ขณะนั้นก็เป็น โคจรสัมปชัญญะ และเมื่อปัญญาเกิดขึ้นระลึกรู้ลักษณะสภาพธรรมตามความเป็นจริงนั่นก็คือ อสัมโมหสัมปชัญญะ จริงๆ แล้วไม่ใช่ไปเรียกชื่อว่าเป็น สัมปชัญญะอะไร แต่เป็นการศึกษาพระธรรมเพื่อให้เข้าใจ ไม่ใช่ให้เรียกชื่อ.