Home » ( วีระ วศินวรรธนะ )

( วีระ วศินวรรธนะ )

by Pakawa

อุปาทานกับตัณหาต่างกันอย่างไร?

ตัณหา แสดงบทบาทของตนอย่างออกหน้าก็ตอนในเวลาที่แสวงหาอารมณ์ อารมณ์นั้นอาจเป็นรูป เสียง… เป็นต้น ตอนแสวงหานี่แหละมันเต็มไปด้วยความอยาก อยากจะได้มา ด้วยประการต่างๆเพื่อให้ได้มา ในระหว่างนี้เป็นบทบาทของตัณหาทั้งนั้น

อุปาทาน แสดงหน้าตาออกหน้าอย่างเห็นได้ชัด ก็ในเวลาที่ได้อารมณ์นั้นมาแล้ว
แต่พอได้มาแล้วก็ยึดขึ้นมาเลยว่า นี่ของเรา เราครอบครอง ตรงนี้คืออุปาทาน แปลว่าความยึดมั่น ยึดติด

ความจริงเป็นกิเลสตัวเดียวกันนั่นแหละคือโลภะ
โลภะที่เป็นไปอย่างนี้เรียกว่าตัณหา คือในระยะเวลาที่แสวงหาอารมณ์
เมื่อได้อารมณ์มาแล้วเป็นอุปทาน

…วีระ วศินวรรธนะ เรียบเรียง

เงินเป็นเครื่องมือ ส่วนความสุขเป็นสภาวะทางจิตใจ

ลองมองเป็น 3 ระดับ

1. ใช้เงินเพื่อคลายทุกข์
เมื่อหิว มีเงินซื้ออาหาร เมื่อเจ็บป่วย มีเงินรักษา เมื่อไม่มีที่อยู่ มีเงินจัดหาที่พักพิง
เงินจึงช่วยลดความเดือดร้อนในชีวิตได้จริง

2. ใช้เงินเพื่อสร้างความสุข
ซื้อของที่ชอบ ท่องเที่ยว กินอาหารอร่อย สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความสุขได้
แต่ส่วนมากเป็นความสุขที่ต้องอาศัยสิ่งภายนอก เมื่อความพอใจจางลง ก็อาจอยากได้สิ่งใหม่อีก-
ไม่สิ้นสุด

3. มีความสุขโดยไม่ต้องใช้เงิน
เดินชมธรรมชาติ ออกกำลังกาย นั่งสงบเงียบ ๆ
หรือเพียงรู้สึกตัวอยู่กับปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องใช้เงิน
และไม่ต้องรอให้ได้อะไรมาเสียก่อน

ในทางพุทธธรรม ผมเห็นความแตกต่างที่น่าสนใจว่า
– สุขเพราะได้ — ยังต้องอาศัยเหตุปัจจัยภายนอก
– สุขเพราะพอ — ความอยากลดลง
– สุขเพราะวาง — แม้สิ่งที่มีอยู่เปลี่ยนไป จิตก็ไม่จำเป็นต้องทุกข์ตาม
แต่การมีความสุขโดยไม่ต้องใช้เงิน ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องปฏิเสธเงินหรือความสะดวกสบายนะครับ (clown)

สำหรับแนวทางชีวิตเรียบง่าย
“มีเงินก็ใช้ตามความจำเป็น มีความสุขก็รู้ว่ามีความสุข
แต่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินเพื่อแสวงหาความสุขอยู่ตลอดเวลา”

….วีระ วศินวรรธนะ 23 ตค. 2569

เมื่อความยึดมั่นจบลงตรงนี้… ความทุกข์ก็สลายไป

ไม่เห็นว่าขันธ์ทั้งห้านั้น มันเกิด-ดับตลอดเวลา
จึงไม่เห็นแจ้ง-นิโรธ
การเห็นแจ้งนิโรธ คือ เห็นขันธ์ห้าดับ
เห็นว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ… เป็นทุกข์ เป็นอนิจจัง เป็นอนัตตา

* ตัดขาดการยึดถือขันธ์ห้าว่า…เป็นตัวกูของกู
เห็นตัวกูของกู ดับไปพร้อมกันกับการดับของขันธ์ห้า

…วีระ วศินวรรธนะ เรียบเรียง

**ศัพท์ทางธรรม — อย่าสับสนกับความหมายในภาษาโลก**

**ขันธ์** — กอง กลุ่ม หมวด (*aggregate / group*)

**รูป** — สภาพทางกายภาพที่ไม่มีความรู้สึกนึกคิด เช่น แสงสี เสียง กลิ่น รส ความร้อน ความเย็น ความอ่อน ความแข็ง ฯลฯ
(*material / physical phenomena*)

**เวทนา** — ความรู้สึกที่เกิดจากผัสสะว่า **สบาย เค้น/ไม่สบาย หรือเฉย ๆ**
ไม่ใช่ “เวทนา” ในความหมายว่า น่าสงสาร

**สัญญา** — การหมายรู้ จำได้ รู้ว่า “นี่คืออะไร” (*perception / recognition*)
ไม่ใช่ “สัญญา” ที่หมายถึงข้อตกลงหรือข้อผูกมัด

**สังขาร** — การปรุงแต่งของจิต เช่น ความคิด เจตนา การคิดต่อ สร้างเรื่องต่อ Image
ในปฏิจจสมุปบาท หมายถึง **การปรุงแต่งที่มีเจตนาเป็นสำคัญ**
ไม่ใช่ “สังขารร่างกาย” ตามภาษาพูดทั่วไป

**วิญญาณ** — สภาพรู้หรือจิตที่เกิดขึ้นรับรู้อารมณ์ทางประตูต่าง ๆ เช่น
ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกรู้กลิ่น ลิ้นรู้รส กายรู้สัมผัส ใจรู้เรื่องที่คิด

เป็นชื่อหนึ่งของจิต ทำหน้าที่เป็นตัวรับ(ข้อมูล)แลัวส่งต่อ คล้ายกับmessenger (หรือInterfaceในภาษาคอมพิวเตอร์)
ไม่ใช่วิญญาณที่ล่องลอยอยู่หรือภูติผีวิญญาณ

คนเราทำความดีไปเพื่ออะไร ?
ตอบ…
ทำความดี คุณได้ความดี(บุญทันที)
พุทธธรรมว่าด้วยเรื่องจิตใจและทุกขฺ-ภายในตัวเรา
เราทำดี ได้ความสงบสุข สอาด เบิกบาน เป็นคุณค่าภายในตัวเอง (ความสุขใจ ความเป็นมนุษย์Humanityที่สมบูรณ์)

ทำชั่ว อาจจะร่ำรวย มีคนยกยอ แต่ความชั่วนั้นมันเกาะอยู่ที่ใจ เป็นตราบาปดั่งมีดทิ่มแทงในอก
ทำให้ร้อนรุ่มฝังอยู่ในจิต ใครไม่รู้-เราก็รู้ ชีวิตหาความสงบสุขไม่ได้ ไม่ต้องรอให้ถึงชาติหน้า มันเกิดขึ้นแล้วทันทีที่ชาตินี้เลย

…..วีระ วศินวรรธนะ 25 ตุลาคม 2569

You may also like

Leave a Comment

-
00:00
00:00
Update Required Flash plugin
-
00:00
00:00