ยิ่งให้ยิ่งได้
คำว่า ให้ ไม่ได้หมายถึงจะต้องเป็นกุศลเสมอไป บางคนให้เพื่อแลกเปลี่ยน ให้เพราะต้องการผลที่จะได้ ขณะที่ให้ไม่ใช่กุศล ไม่ได้มีเจตนาสละ เป็นโลภะ เป็นอกุศล หรือให้สิ่งที่ไม่สมควรเป็นโทษแก่ผู้รับ เช่นให้เงินแก่พระภิกษุ เป็นการให้ด้วยความไม่รู้ เป็นโมหะ ด้วยจิตที่เป็นอกุศล แต่การให้ที่เป็นกุศลก็มี ดังนั้นเมื่อให้ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นกุศลเสมอไป นี่พูดถึงคำว่า ให้ แต่เมื่อกล่าวถึง คำว่าทาน คือเจตนาสละวัตถุ อันเป็นอโลภะ คือ ความไม่ติดข้องในขณะนั้น ด้วยจิตที่เป็นกุศล ขณะนั้นที่เป็นทานจะต้องเป็นกุศลเสมอ
การให้ที่เป็นทานนั้น ไม่พ้นจากจิต เจตสิกที่เกิดขึ้นเป็นไปในกุศล การให้วัตถุสิ่งของเพื่อประโยชน์สุขแก่บุคคลอื่น เป็นอามิสทาน หรือ วัตถุทาน ถ้าตระหนี่ หรือ เห็นแก่ตัว การให้ทาน เกิดขึ้นไม่ได้เลยในขณะนั้น จะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม ความจริงเป็นอย่างนี้ ซึ่งเป็นกุศลธรรมที่เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ เป็นธรรมที่มีจริง ไม่ใช่เรา
การเจริญกุศลทุกประการ รวมถึงการให้ทาน คือ การสละ เพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่น ควรจะเป็นไปเพื่อการขัดเกลากิเลสของตนเอง ไม่ใช่เพื่อต้องการผลตอบแทนจากการกระทำดังกล่าว ดังนั้นคำว่า “ยิ่งให้ยิ่งได้” ก็ต้องเป็นผู้เข้าใจในหลักเหตุผล ถ้าไม่เข้าใจก็เป็นการให้เพื่อต้องการผลจากการให้ ซึ่งเป็นอกุศลเป็นโลภะ และที่สำคัญ ความเข้าใจพระธรรม จะทำให้มีความมั่นคงในเหตุในผลมากขึ้น เพราะเหตุที่ดี ย่อมนำมาซึ่งผลที่ดี เหตุที่ไม่ดี ก็ต้องนำมาซึ่งผลที่ไม่ดี ทุกอย่างเกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุปัจจัย บุคคลผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือจากผู้อื่น ไม่ใช่เกิดขึ้นเองลอยๆ แต่ต้องเป็นเพราะมีเหตุที่ดีที่ผู้นั้นได้กระทำมาแล้วนั่นเอง
การฟังพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง เป็นไปเพื่อความเข้าใจถูกเห็นถูก เป็นไปเพื่อความเจริญขึ้นของกุศลธรรม แม้การให้วัตถุทานในชีวิตประจำวัน ก็สามารถที่จะเกิดขึ้นเป็นไปได้เมื่อเห็นประโยชน์ของกุศลธรรม ที่สำคัญคือควรที่จะเป็นไปเพื่อสละ ขัดเกลาละคลายกิเลสของตนเอง ไม่ใช่ด้วยความหวังความต้องการ ติดข้องในผลของทาน.
ธรรมะ
การที่ได้มีโอกาสเข้าใจแม้แต่คำว่า ธรรมะ ก่อนฟังธรรมะ ไม่รู้จักคำที่พูด จากความที่ไม่รู้เลย แล้วก็จะมีการที่สามารถค่อยๆ เข้าใจถูก เห็นคุณค่าของการที่มีชีวิตที่เกิดมาแล้ว มีโอกาสได้เข้าใจความจริง เพราะเหตุว่า การตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นการทรงตรัสรู้สิ่งที่มีจริงๆ ทุกขณะ อย่างละเอียด ลึกซึ้ง ถึงที่สุด เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรม “ไม่เผิน” ถ้าเป็นผู้ที่จะได้ประโยชน์จากการฟังพระธรรมจริงๆ ก็คือว่า แม้แต่คำว่า “ธรรมะ” คือ อะไร ท่านทั้งหลายฟังธรรมะ มามากน้อยเท่าไหร่ หรือว่าอ่านหนังสือธรรมะมากน้อยเท่าไหร่ แต่อย่างไรก็ตาม ถึงจะอ่านมาแล้วมาก แต่ต้องเป็นความรู้ของตนเองใน “แต่ละคำ” เช่น คำว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้ความจริงถึงที่สุด โดยประการทั้งปวง ซึ่งใครก็ไม่สามารถจะรู้ได้ นี่คือบุคคลนี้ที่เรากำลังจะได้ฟัง “คำ” ของพระองค์ “แต่ละคำ”
ถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะไม่มีการได้ยินได้ฟังพระธรรมเลย เพราะฉะนั้น การได้ยินได้ฟังพระธรรม ก็ต้องเป็นผู้ที่เข้าใจก่อนว่า ธรรมะ คืออะไร เพราะว่ากำลังฟังธรรมะ ก็ต้องรู้ว่า ธรรมะคืออะไร มิฉะนั้นแล้วฟังธรรมะ แต่ไม่รู้ว่าธรรมะคืออะไร ก็จะไม่ได้ประโยชน์ ประโยชน์จริงๆ ก็คือว่า เข้าใจแต่ละคำ เช่น คำว่า “ธรรมะ” ธรรมะคือสิ่งที่มีจริง ถ้าไม่มีจริงพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสรู้อะไร ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะฉะนั้น ต้องตรัสรู้สิ่งที่มีจริง แต่ว่าชาวเมืองมคธ ไม่ได้พูดคำภาษาไทย พระผู้มีพระภาคฯ ทรงแสดงธรรมะคือแสดงความจริงของสิ่งที่มีจริงทุกขณะ ทุกกาลสมัย ไม่ว่าในอดีตหรือปัจจุบันหรืออนาคต “ความจริง” เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ความจริงต้องเป็นความจริง
คำว่า “ธรรมะ” ในภาษาบาลีซึ่งเป็น ภาษาของ ชาวมคธที่ใช้ภาษาบาลี พระผู้มีพระภาคฯทรงแสดงธรรมะในภาษานั้น แต่คนไทยชินหูกับคำที่เราเอามาจากภาษาบาลี แต่ว่าไม่ได้เข้าใจจริงๆ ว่าหมายความว่าอะไร เพราะฉะนั้นให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องว่า ธรรมะคือสิ่งที่มีจริง เดี๋ยวนี้มีไหม ถ้าเดี๋ยวนี้มีจริง สิ่งนั้นแหละ ภาษาบาลีใช้คำว่าธรรมะ
เดี๋ยวนี้ อะไรมีจริง ทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรมะ “เห็น” กำลังเห็น เป็นธรรมะแน่นอน เพราะมีจริงๆ “ได้ยิน” ขณะนี้ก็เป็นธรรมะแน่นอน เพราะเหตุว่ามี “เสียง” ที่กำลังปรากฏ ในขณะที่ได้ยิน กำลัง “คิด” ก็เป็นธรรมะ เพราะฉะนั้น เริ่มฟังคำ แล้วก็เข้าใจความหมาย ในคำที่เราพูดเราใช้มานาน แต่ว่าไม่ได้เข้าใจจริงๆ.