Home » มีเมื่อปรากฏ

มีเมื่อปรากฏ

( Somboon )

by Pakawa

สิ่งใดก็ตามที่ไม่เป็นไปตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เป็นไปกับความติดข้อง ไม่ได้เป็นไปเพื่อการสละ ก็ไม่ต้องไปคล้อยตามในการกระทำอย่างนั้น ควรที่จะละทิ้ง ไม่ต้องเกรงใจในอกุศล

มีเมื่อปรากฏ

ขณะนี้มีสภาพธรรม มีเมื่อไหร่ เมื่อปรากฏให้รู้ กับจิต ขณะนี้เห็น เห็นอะไร สี เห็นเป็นสัตว์ บุคคล มีเมื่อไหร่ สัตว์ บุคคล มีเมื่อปรากฏ ปรากฏกับจิตที่คิดนึก เป็นเรื่องราว เมื่อไม่ปรากฏ ไม่มีการเกิดขึ้นของสภาพธรรม โลกนี้ก็ไม่มี สิ่งต่างๆ ก็ไม่มี ไม่ปรากฏให้รู้ เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่คิดว่ามี และกำลังมี เมื่อปรากฏ กำลังปรากฏให้รู้ในขณะนี้ ถ้าไม่ปรากฏให้รู้ จะกล่าวว่ามีไม่ได้เลย ปุถุชนจึงยึดถือสิ่งที่มี ที่กำลังปรากฏว่าเป็นสิ่งต่างๆ และก็คิดว่าสิ่งนั้นมีจริงๆ เป็นคนนั้น คนนี้ ทั้งๆ ที่สภาพธรรมนั้นดับไปแล้ว เพราะฉะนั้นมีเมื่อสภาพธรรมปรากฏเท่านั้น การเข้าใจว่ามีเมื่อปรากฏ เพื่อเป็นการเพิ่มพูนความเข้าใจว่า สิ่งที่มี ที่ปรากฏ คือ ธรรม ไม่ใช่เรา และมีเมื่อปรากฏ คือ เมื่อสภาพธรรมนั้นเกิด ก็มีเมื่อนั้น และเมื่อดับไปแล้ว ก็ไม่ปรากฏ จึงหาสัตว์ บุคคล เรา เขา จากสิ่งที่มี ที่ปรากฏไม่ได้เลย มีเมื่อปรากฏ และเข้าใจสิ่งที่ปรากฏ สิ่งที่มีว่าเป็นธรรม ไม่ใช่เรา
     สภาพธรรม เป็นสิ่งที่มีจริงๆ สิ่งที่มีจริงๆ นั้น ไม่พ้นในแต่ละขณะของชีวิต ขณะที่เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง ได้กลิ่นบ้าง ลิ้มรสบ้าง รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสทางกายบ้าง คิดนึกบ้าง เป็นกุศล เป็นอกุศล เป็นต้น ล้วนเป็นสิ่งที่มีจริงๆ เป็นธรรม ใครๆ ก็เปลี่ยนแปลงลักษณะของสภาพธรรมเหล่านั้นให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้
     เป็นที่น่าพิจารณาจริง ๆ ว่า จิตเกิดขึ้นทีละ ๑ ขณะ ไม่ได้เกิดพร้อมกัน ๒ หรือ ๓ ขณะ ในขณะที่จิตเกิดขึ้น ก็รู้อารมณ์ตามควรแก่จิตขณะนั้น ๆ ขณะที่เห็น เห็นอะไร เห็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้เท่านั้น ไม่ใช่อย่างอื่น ขณะนั้นจิตไม่ได้รับรู้อารมณ์ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจเลย ในขณะที่เห็น ก็เพียงเห็นซึ่งสิ่งที่ปรากฏทางตาเท่านั้น อะไรที่ปรากฏในขณะนั้น ก็เพียงสี หรือ สิ่งที่ปรากฏทางตา เท่านั้น
     เมื่อมีการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมสะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกในสิ่งที่มีจริงๆ บ่อยๆ เนืองๆ ไม่ขาดการฟังพระธรรม เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม สภาพธรรมก็ย่อมจะปรากฏด้วยดีต่อสติและปัญญา เป็นที่ตั้งให้สติปัญญาและโสภณธรรมอื่น ๆ เกิดขึ้นระลึกรู้ตามความเป็นจริงว่าเป็นธรรม ไม่ใช่เรา.

ธรรม
ประจำวันนี้ จากพระไตรปิฎก
อุป แปลว่า การเข้าไปสู่

อุปกิเลสมี ๑๖ ชนิด
ที่ซุกซ่อนอยู่ในจิต อยู่ในใจ ของ ปุถุชน มากน้อย เข้มข้น แล้วแต่ละ บุคคล มีดังนี้

๑.อภิชฌาวิสมโลภะ
คือความโลภ ที่มีกำลังแรงกล้า คือ ยือเอา แย่งเอา ต่อหน้า ต่อตา ไม่รู้จักอาย หยาบคาย
๒.พยาบาท
คือ ความคิดประทุษร้าย ความคิดที่จะทำร้าย ทำลายกัน
๓.โทสะ
คือ ความโกรธ ความขุ่นเคืองใจ ความเกลียดชัง
๔.อุปนาหะ
คือ ความผูกโกรธ เก็บความโกรธไว้ในใจ จองเวรกันไว้
๕.มักขะ
คือ การลบหลู่คุณของผู้อื่น ลดทอน ลบล้าง ความดีของบุคคลอื่น

๖.ปลาสะ
คือ ทำตัวตีเสมอ ไม่เกรงกลัว ยกตนขึ้นเทียบกับท่าน อื่น

๗.อิสสา
คือ ความอิจฉา ความริษยา ไม่พอใจ เมื่อเห็นผู้อื่น ล้ำหน้า ได้ดีกว่า หรือก้าวหน้า ล้ำหน้า เจริญกว่า ตัวเอง
๘.มัจฉริยะ
คือ ความตระหนี่ มีมากเกินพอแล้ว ก็ยังแบ่งให้ใครไม่เป็น หวงแหน แม้กับตัวเอง ป่วยก็ทน ไม่ต้องไปหาหมอ
๙.เจ้าเล่ห์
คือ มารยา มาไถ ไม่จริงใจต่อใคร เอาเปรียบ ตลอดเส้นทางของ ชีวิต

๑๐. สาเถยยะ
คือ โอ้อวด คุณความดี ที่ตนไม่มี ให้คนอื่นฟัง
๑๑.ถัมภะ
คือ หัวดื้อ หัวแข็ง กระด้างกระเดื่อง สอนยาก ไม่มีเหตุผล ไม่มีตรรกะ
๑๒.สารัมภะ
คือ แข่งดี เห็นใครดีไม่ได้ มุ่งแต่จะเอาชนะ ยินดีในการชิงดีชิงเด่น

๑๓.มานะ
คือ การนำตน เข้าไปเปรียบเทียบ กับผู้อื่น แล้วได้ผลคือ ดีกว่า เสมอกัน ด้อยกว่า ผิดทั้งหมดทุกกรณี
ที่ถูกต้องคือ
ไม่นำตน ไปเปรียบเทียบ กับใคร ในทุกด้าน ทำของตัวเองให้ดีที่สุด จบอยู่แค่นั้น
๑๔.อติมานะ
คือ เป็นมานะชนิดหนึ่ง คือ ไปดูหมิ่นคนอื่นว่า ด้อยกว่าตน

๑๕.ทมะ
คือ ความมัวเมา คือ อาการ หลงไหล หมกมุ่น ลุ่มหลง อย่างใดอย่างหนึ่ง
๑๖.ปมาทะ
คือ ความประมาท ละเลย จนเสียหาย
คนประมาท คือ คนที่ตายไปเรียบร้อยแล้ว แม้เขายังมีลมหายใจ อยู่ก็ตาม

พวกเราต้อง
พิจารณา น้อมนำตัวเอง เข้าไปเทียบเคียง ก็จะเห็นได้ชัดว่า เราจะต้องแก้ไขตัวเอง ตรงจุดไหน ก็จะได้ประโยชน์สูงสุด หรือ เราไม่มีจุดอ่อน ทั้ง ๑๖ ข้อเลย ก็เป็นเรื่องที่ดีมาก

กิเลส
ในโลกนี้ มี ๑๖ ชนิดนี้เท่านั้น ไม่มีมากหรือน้อยกว่านี้ นะครับ

.

You may also like

Leave a Comment

-
00:00
00:00
Update Required Flash plugin
-
00:00
00:00