พระธรรมคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระธรรมวินัย

พระธรรมคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้สืบต่อกันมาจนเป็นคัมภีร์พระไตรปิฎก ทั้ง 3 ปิฎก เป็นพระธรรมวินัยในพระพุทธศาสนา ที่ ตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน.

ถ้าเปรียบกับทางโลก เมื่อบุคคลทำผิด ถึงขั้นขึ้นศาล ศาลจะตัดสินตามตัวบทกฏหมาย ทนายความก็ต้องรู้ตัวบทกฏหมาย. โดยเป้าหมายของตัวบทกฏหมายเพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข จะทำตามความคิดความเห็นของตัวเองไม่ได้

ถ้าเป็นข้อกล่าวหาหรือข้อถกเถียงในพระพุทธศาสนา ก็ต้องยึดพระธรรมวินัยเป็นคำตัดสิน ไม่สมควรใช้ความคิดควาทเห็นของตัวเอง เพราะเป้าหมาย ตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน.

ตัวอย่าง เช่น ภิกษุในธรรมวินัย ไม่รับและไม่ยินดีในเงินและทอง ซึ่งมีบัญญัติ ไว้ในพระธรรมวินัย แต่ก็ยังมีคนเห็นว่า ต้องรับเงินทองเพื่อใช้สอยในขณะเป็นภิกษุ. โทษทางพระธรรมวินัย ไม่ได้จำคุก หรือปรับเงินทอง แต่เป็นผลไปสู่อบายภูมิ หรือ ไม่พ้นไปจาก ชาติชรามรณะ โศกา ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสะ

พระพุทธศาสนา ให้ความสำคัญกับการฟังธรรม

การฟังธรรม เป็นการปฏิบัติธรรมที่สมควรแก่ธรรม เป็นการศึกษาพระธรรม ที่ชาวพุทธควรทำอย่างยิ่ง เพราะมีกล่าวถึงในพระธรรมวินัยหลายบท

ใน กุศลกกรรมบท ๑๐ มีข้อหนึ่ง กล่าวว่า ธรรมสวนมัย ( อ่านว่า ธัมมะสะวะนะมัย ) กุศลสำเร็จด้วยการฟังธรรม

โสตาปัตติยังคะ ๔ ธรรมสู่การเป็นโสดาบัน มีข้อหนึ่ง. กล่าวว่า สัทธัมสวนะ ฟังพระธรรมมคำสอนของสัตบุรุษ

อนุตตริยะ ๖ คือ
ทัสสนานุตตริยะ
สวนานุตตริยะ ( การฟังพระพุทธวจนะ คือ พระไตรปิฏก ชื่อว่า สวนานุตตริยะ )
ลาภานุตตริยะ
สิกขานุตตริยะ
ปาริจริยานุตตริยะ
อนุสสตานุตตริยะ.
ธรรม ๖ อย่างเหล่านี้ ควรรู้ยิ่ง

ธัมมัสสวนสูตร
ว่าด้วยอานิสงส์แห่งการฟังธรรม ๕ ประการ
[๒๐๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ในการฟังธรรม ๕ ประการนี้
๕ ประการเป็นไฉน คือ
ผู้ฟังย่อมได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง ๑
ย่อมเข้าใจชัดสิ่งที่ได้ฟังแล้ว ๑
ย่อมบรรเทาความสงสัยเสียได้ ๑
ย่อมทำความเห็นให้ตรง ๑
จิตของผู้ฟังย่อมเลื่อมใส ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์
ในการฟังธรรม ๕ ประการนี้แล.

พุทธภาษิต
สุสฺสูสํ ลภเต ปญฺํ
ผู้ฟังด้วยดี ย่อมได้ปัญญา

ภารสูตร

ว่าด้วยขันธ์ ๕ เป็นภาระ

[๔๙] กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย. เราจักแสดงภาระ ผู้แบกภาระ การถือภาระ และการวางภาระ แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว
ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระพุทธดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภาระเป็นไฉน พึงกล่าวว่า ภาระ คือ อุปาทานขันธ์ ๕
อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นไฉน คือ อุปาทานขันธ์ คือรูป อุปาทานขันธ์ คือ เวทนา อุปาทานขันธ์ คือสัญญา อุปาทานขันธ์ คือ สังขาร และ
อุปาทานขันธ์ คือวิญญาณ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าภาระ.
[๕๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ผู้แบกภาระเป็นไฉน พึงกล่าวว่า
บุคคลบุคคลนี้นั้น คือ ท่านผู้มีชื่ออย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย นี้เรียกว่า ผู้แบกภาระ.

[๕๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็การถือภาระเป็นไฉน ตัณหานี้ใด นำให้เกิดภพใหม่ ประกอบด้วยความกำหนัด ด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน
มีปกติเพลิดเพลินยิ่งในภพหรืออารมณ์นั้นๆ ได้แก่กามตัณหา ภวตัณหา
วิภวตัณหา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า การถือภาระ.

[๕๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็การวางภาระเป็นไฉน ความที่
ตัณหานั่นแล ดับไปด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ ความสละ ความสละคืน
ความพ้น ความไม่อาลัย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าการวางภาระ

[๕๓] ขันธ์ ๕ ชื่อว่าภาระแล และผู้แบกภาระคือบุคคล การถือภาระเป็นเหตุนำมาซึ่งความทุกข์ในโลก การวางภาระเสียได้เป็นสุข
บุคคลวางภาระหนักเสียได้แล้ว ไม่ถือภาระอื่น ถอนตัณหาพร้อมทั้งมูลรากแล้ว เป็นผู้หายหิว ดับรอบแล้วดังนี้.

Related posts

อัตตานุทิฏฐิ

เพ่งพินิจ

กิเลสในชีวิตประจำวัน