ปโยคสมบัติ

ฟังพระธรรม ประโยชน์คือจะได้รู้ว่าความจริงคืออะไร อะไรถูกอะไรผิด ไม่ว่าจะเคยได้ยินได้ฟังอะไรมามากสักเท่าใด แต่ถ้าได้ฟังสิ่งที่ถูกต้อง ก็สามารถที่จะรู้ว่า อะไรผิด แต่ถ้ายังไม่ได้ฟังสิ่งที่ถูกเลย ก็เชื่อว่าสิ่งที่ผิดๆ นั่นแหละถูก จนกว่าจะได้ฟังสิ่งที่ถูกต้อง เมื่อพิจารณาเห็นความจริง เห็นความถูกต้องก็สามารถที่จะละความเห็นผิดได้ถ้าเป็นผู้ที่ตรง

ปโยคสมบัติ

     คำว่า ปโยค หมายถึง ความเพียรในการทำการงาน กรรมใดๆ ที่จะให้ผลหรือไม่ให้ผลนั้น ยังต้องอาศัยปโยคสมบัติ หรือปโยควิบัติ “ปโยคสมบัติ” คือ ความสามารถในการพากเพียรประกอบการงาน ด้วยการพิจารณาอย่างฉลาด กิจการงานทุกอย่าง ก็ต้องอาศัยความรอบรอบ ศิลปะ ความชำนาญ และความสามารถในการที่จะทำกิจการงานนั้นๆ ให้สำเร็จ ความสามารถกระทำกิจการงานต่างๆ ได้สำเร็จ เป็นปโยคสมบัติไม่ว่าจะเป็นกุศลกรรม หรืออกุศลกรรมก็ตาม ไม่ว่าอาชีพใด กิจการงานใด ก็ต้องกระทำด้วยปโยคสมบัติ คือพร้อมด้วยความชำนาญความสามารถจึงจะสำเร็จได้ตามต้องการ
     อกุศลกรรมที่ได้กระทำแล้วยังไม่ถึงพร้อมด้วยปัจจัยที่จะทำให้อกุศลวิบากจิตเกิดขึ้น เพราะขณะนั้นบุคคลนั้นยังประกอบด้วยปโยคสมบัติ ความสามารถในการงานนั้นอยู่ และถึงแม้ว่าจะเป็นคนดี แต่ขาดศิลปะความรู้ความสามารถในการประกอบอาชีพในธุรกิจการงาน ก็เป็น ปโยควิบัติ จึงไม่เป็นปัจจัยให้กุศลวิบากเกิดขึ้น เพราะขาดปโยคสมบัติ
    เมื่อศึกษาพระธรรม ก็จะเข้าใจว่า ความเพียร เป็นสภาพธรรมที่มีจริง เกิดร่วมกับกุศลก็ได้ เกิดร่วมกับอกุศลก็ได้ เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ซึ่งจะเห็นได้ว่า เพียรทำดีก็มี เพียรทำชั่วก็มี เป็นธรรมที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
     ถ้ามีความเพียรในการกระทำอกุศลกรรมประการต่างๆ อยู่เสมอ เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เป็นต้น ก็ย่อมจะเอื้ออำนวยต่อการที่อกุศลกรรมที่ได้กระทำแล้วในอดีต มีโอกาสให้ผลได้ ซึ่งจะตรงกันข้ามกับผู้ที่มีความเพียรในการเจริญกุศลประการต่างๆ ไม่ประมาทในชีวิต ก็ย่อมจะเอื้ออำนวย ต่อการที่กุศลกรรมที่กระทำแล้วในอดีตให้ผลได้ ทั้งหมดล้วนเป็นธรรมที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยเหตุปัจจัยทั้งสิ้น
     ในพระอภิธรรมปิฎก แสดงปโยคสมบัติ คือ เป็นผู้ปรารภความเพียรในทางกุศลธรรม คือ การทำความดีประการต่างๆ มีการงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ เป็นต้น ส่วนปโยควิบัติ คือ ความเพียรที่เป็นไปในทางการทำอกุศลกรรม มีการฆ่าสัตว์ เป็นต้นดังนั้น โดยนัยพระสูตร แสดงถึง การทำความเพียรทางโลก เมื่อเป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้าน แต่ประกอบในอาชีพที่สุจริต ก็ย่อมจะได้ผลที่ดีมากกว่าคนที่เกียจคร้าน แต่ถ้าพิจารณาให้ละเอียด การที่จะได้สิ่งใดมานั้น หากไม่มีผลของกุศลกรรมที่ทำไว้ ก็ย่อมไม่ได้ ดังนั้น จึงมีกรรมเป็นปัจจัยสำคัญ แม้จะเพียรในปัจจุบัน แต่อกุศลกรรมที่ทำในปัจจุบัน คือ เพียรในการทำอกุศล ก็จะทำให้อกุศลกรรมในอดีตมาให้ผล เพราะปโยควิบัต คือ ความเพียรในอกุศลกรรมเป็นปัจจัย โดยนัยตรงกันข้าม ผู้ที่เพียรในทางกุศลกรรมในปัจจุบัน ก็ย่อมจะเป็นปัจจัยให้กุศลกรรมในอดีตให้ผลมากขึ้น
     แต่เราจะต้องเข้าใจ ความเพียร มุ่งหมายถึงจะต้องเป็นไปในกุศลกรรม และอกุศลกรรม คือไม่ใช่เพียงอกุศลจิตเท่านั้น เพราะอกุศลจิตในการทำงาน สะสมเป็นอุปนิสัย ไม่ได้ให้ผลเป็นวิบาก เพราะฉะนั้น มุ่งหมายถึงความเพียรในการทำกุศลกรรม หรืออกุศลกรรมที่ครบกรรมบถ เช่น การฆ่าสัตว์ หรือ ทางกุศล เช่น การให้ทาน รักษาศีล ย่อมจะเป็นปัจจัยให้กุศลกรรม อกุศลกรรมในอดีตมาให้ผลได้ 
     เรื่องกรรม ก็เป็นเรื่องที่ละเอียด เราไม่สามารถรู้ได้ว่า กรรมใดจะให้ผลเมื่อใด ที่ดีที่สุดแล้วคือ เป็นผู้ไม่ประมาท ไม่ประมาททั้งกำลังของอกุศลและไม่ประมาทในการเจริญกุศลประการต่างๆ เพราะกุศลธรรมเท่านั้น ที่จะเป็นที่พึ่งได้อย่างแท้จริง อกุศลธรรม เป็นที่พึ่งไม่ได้  มีแต่จะนำมาซึ่งความทุกข์ความเดือดร้อนโดยส่วนเดียว เท่านั้น
     ฉะนั้น เรื่องของผลซึ่งจะต้องเกิดจากเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้โดยละเอียดพร้อมทั้งปัจจัยต่างๆ ที่จะทำให้ผลนั้นๆ เกิดขึ้นด้วย  ซึ่งก็เป็นเรื่องของอนัตตาทั้งหมด ไม่ใช่เป็นตัวตนที่คิดเอาเองว่าจะบันดาลทุกอย่างให้เกิดขึ้นได้ตามความต้องการ จิตทุกขณะที่เกิดขึ้นต้องประกอบด้วยปัจจัยต่างๆ แม้ขณะที่กุศลกรรม หรืออกุศลกรรมจะให้ผลก็ต้องประกอบด้วย คติสมบัติ หรือคติวิบัติ อุปธิสมบัติ หรืออุปธิวิบัติ กาลสมบัติ หรือกาลวิบัติ ปโยคสมบัติ หรือปโยควิบัติ.

Related posts

โยนิโสมนสิการ

กรรมและผลของกรรม

ต้องมีปัญญาจึงละได้