ในชีวิตของเรา เราแยกได้ ที่ทุกคนคิดว่า กำลังมีทุกข์ หรือมีปัญหา จริงๆแล้วเป็นเรื่องของความคิด ทุกข์จริงๆ ที่ทุกคนหนีไม่พ้น เฉพาะทุกข์กายอย่างเดียวเท่านั้น ถ้าสมมติว่าร่างกายแข็งแรงดี ไม่เจ็บไม่ป่วย ไม่ทุกข์ ให้ทราบว่า ทุกข์ที่เหลือทั้งหมดเป็นเรื่องของทุกข์ใจ เป็นเรื่องของความคิด เป็นความกังวล ความเดือดร้อนต่างๆ เป็นโทสะมูลจิต
กรรมและผลของกรรม
ผู้ที่เป็นชาวพุทธ จะต้องรู้ธรรม โดยละเอียด ชัดเจน ถูกต้อง ไม่ใช่ไม่รู้ ถ้ายังคงไม่รู้ ก็แยกโลกทั้ง ๖ ทางนี้ ไม่ออกและไม่สามารถที่จะรู้ชัดแต่ละโลก ตามความเป็นจริงที่จะให้ปัญญาสมบูรณ์ขึ้น เป็นลำดับขั้นนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้เลย ผู้ที่มีชีวิตอยู่ไปวันๆ นั้นก็เพราะว่า ยังมีกรรมและผลของกรรม ที่ทำให้จิตเกิดดับสืบต่อจากขณะหนึ่ง ไปสู่อีกขณะหนึ่งจากเช้ามาถึงเย็น จากเย็นไปถึงพรุ่งนี้หมุนเวียนไปเรื่อยๆ แล้วแต่ว่า กรรมใดจะให้ผล ทั้งทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ในขณะใดจึงควรพิจารณา รู้ลักษณะของโลก ที่ปรากฏทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตามปกติ ตามความเป็นจริง
การเจ็บไข้ได้ป่วย ก็เป็นผลของกรรม มีใครบังคับได้ วันนี้แข็งแรงดี พรุ่งนี้ก็เจ็บป่วยได้ แต่สำหรับผู้ที่เจริญสติ และมีปัญญา ที่ได้อบรมแล้วแม้ในขณะที่วิบาก ซึ่งเป็นผลของกรรม คือ อาพาธเกิดขึ้น สติก็เกิดขึ้นแก่ท่านได้ว่า เมื่ออาพาธเกิดขึ้น อย่างนั้นแล้วเวลานั้น เป็นเวลาที่ท่าน ไม่ควรประมาท การเจ็บไข้ได้ป่วยนั้น ไม่จำกัดสถานที่ ไม่จำกัดเวลาจะเจ็บไข้ได้ป่วย ที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น ฉะนั้น การเจริญสติปัฏฐานจึงเจริญได้ทุกแห่ง ไม่จำกัดสถานที่ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตามเพราะเมื่อสติเกิด ก็เป็นความไม่ประมาท
ความเป็นจริงของสภาพธรรม เป็นอย่างไร ก็เป็นอย่างนั้น ใคร ๆ ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น สำหรับในเรื่องของกรรมและผลของกรรม ก็เป็นธรรม กรรมเป็นเหตุ ซึ่งมีทั้งเหตุที่ดี และเหตุที่ไม่ดี เมื่อเหตุต่างกัน ผลก็ต้องต่างกัน จะเหมือนกันไม่ได้ เหตุดี ย่อมให้ผลที่ดี ที่น่าปรารถนาน่าใคร่ น่าพอใจ ในทางตรงกันข้าม ถ้าเป็นเหตุไม่ดี ผลก็ย่อมเป็นผลที่ไม่ดี ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ โดยไม่มีใครทำให้เลย ผลของกรรมมีทั้งนามธรรม (วิบากจิต และเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย) และรูปธรรม (รูปที่เกิดจากกรรม) โดยไม่มีใครจัดสรร แต่ความจริงเป็นอย่างนั้น เป็นธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น
การฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม ในชีวิตประจำวัน ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญขึ้นแห่งปัญญา ความเข้าใจถูกเห็นถูกในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง แม้ในเรื่องกรรมและผลของกรรมก็เช่นเดียวกัน ไม่พ้นไปจากธรรมเลย ไม่พ้นจากชีวิตประจำวันด้วย ผู้ที่ได้ศึกษาพระธรรมคำสอนในทางพระพุทธศาสนา ย่อมจะเป็นผู้มีความเข้าใจว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับบุคคลแต่ละคน หรือแม้กระทั่งเกิดกับตัวเองไม่ว่าดีหรือร้าย น่าปรารถนาหรือไม่น่าปรารถนาก็ตาม ล้วนแล้วแต่เป็นเพราะกรรมที่เคยได้กระทำมาแล้วทั้งสิ้น ไม่มีใครทำให้เลย ซึ่งจะเห็นได้ว่า ถ้าไม่มีเหตุคือกรรมที่ได้กระทำมาแล้ว ผลที่จะเกิดย่อมมีไม่ได้ แต่เพราะมีเหตุคือกรรมที่ได้กระทำแล้ว เมื่อได้โอกาสที่กรรมจะให้ผล ผลจึงเกิดขึ้น
พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง เป็นเครื่องเตือนที่ดีสำหรับทุกแง่มุมของชีวิต จึงควรอย่างยิ่งที่ทุกคนจะได้พิจารณาว่า ชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน แต่ความตายเป็นสิ่งแน่นอนสำหรับทุกคน ควรที่จะเห็นโทษของอกุศลที่เป็นเหตุให้กระทำอกุศลกรรมแล้วจะเป็นเหตุให้ได้รับผลที่ไม่ดีข้างหน้า โดยไม่เพียงแค่กลัวผลของอกุศลกรรมเท่านั้น ต้องกลัวที่เหตุคืออกุศลกรรมด้วย ดังนั้นเมื่อจะสะสมกรรมที่จะทำให้เกิดผลในภายหน้า ก็พึงกระทำเฉพาะกรรมอันงาม คือ กุศลกรรม เท่านั้น ส่วนสิ่งที่ไม่ดีคืออกุศลทั้งหลายซึ่งไม่เป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนและแก่บุคคลอื่น ไม่ควรที่จะสะสมให้มีมากขึ้น เพราะเหตุว่า อกุศลกรรม เป็นที่พึ่งไม่ได้ แต่สิ่งที่จะเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย ทั้งในโลกนี้และในโลกหน้านั้น ก็คือ กุศล ความดีทั้งหลายเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือปัญญา ซึ่งเป็นความเข้าใจถูกเห็นถูกในลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริง.