“การแสดงธรรมบ่อยๆ แก่บุคคลผู้ต้องการ ผู้เงี่ยโสตลงสดับนี้ เลิศกว่าการพูดถ้อยคำอันเป็นที่รักทั้งหลาย”
ปิยวาจา
คำว่า ปิยวาจา หมายถึง วาจาอันเป็นที่รัก, ถ้อยคำอันเป็นที่รัก เป็นถ้อยคำที่อ่อนโยน ไพเราะ น่าฟัง ซึ่งมาจากจิตที่เป็นกุศล ไม่ทำให้ทั้งตนเองและคนอื่นเดือดร้อน การกล่าวธรรมตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเพื่อประโยชน์เกื้อกูลให้ผู้อื่นเกิดความเข้าใจถูกเห็นถูก ดังข้อความจาก พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต พลสูตร ว่า “การแสดงธรรมบ่อยๆ แก่บุคคลผู้ต้องการ ผู้เงี่ยโสตลงสดับนี้ เลิศกว่าการพูดถ้อยคำอันเป็นที่รักทั้งหลาย”
แต่ละบุคคลก็ควรที่จะได้พิจารณาว่า คำพูดของท่านส่วนมากในชีวิตประจำวัน เป็นคำพูดอ่อนโยน หรือว่าตรงกันข้าม เพราะเหตุว่าบางคนก็อยากจะพูดจาอ่อนโยน มีจิตใจที่อ่อนโยน แต่ว่าเหตุการณ์กับสิ่งแวดล้อม ไม่เป็นปัจจัยที่จะให้วาจาที่อ่อนโยนเกิดได้ มักจะเป็นคำพูดที่ดุ หรือรุนแรง หยาบกระด้าง เผ็ดร้อน จนกระทั่งเป็นนิสัย โดยที่ไม่ทราบว่าในขณะนั้นสภาพของจิต ขาดความเมตตาต่อผู้อื่นอย่างยิ่ง ถ้าความเมตตาเกิดขึ้นในขณะนั้น จะพูดคำไม่น่าฟังอย่างนั้นไม่ได้เลย แต่จะมีการวิรัติงดเว้นวจีทุจริตในขณะนั้นทันที
ถ้าผู้ใดสะสมอกุศลธรรมมามากในการที่จะเป็นผู้ที่ใช้คำพูดที่ไม่น่าฟังอย่างนั้น ก็จะเห็นได้ว่าในวันหนึ่งๆ คำพูดมักจะเป็นอย่างนั้นมากกว่าคำพูดที่อ่อนโยน บางคนก็แก้ตัวว่า เป็นความจำเป็นที่จะต้องดุ จะต้องพูดอย่างนั้น แต่ถ้าสติเกิด จะระลึกได้ทันทีว่าในขณะนั้นเป็น อกุศลธรรม แล้วเกิดหิริ ความละอายต่ออกุศลธรรม เกิดโอตตัปปะ ความเกรงกลัวต่ออกุศลธรรม ความเห็นภัยเห็นโทษของอกุศลธรรมในขณะนั้น และรู้ด้วยว่า ควรอย่างยิ่งที่จะเป็นคำพูดที่เป็นไปด้วยกุศลจิต เป็นคำพูดที่อ่อนโยนด้วยจิตใจที่อ่อนโยน โดยไม่จำเป็นที่ต้องเป็นคำดุ หรือว่าเป็นคำที่หยาบคาย เผ็ดร้อนรุนแรง
คำพูดที่อ่อนโยน เป็นที่รัก ที่มีค่าเป็นประโยชน์เกื้อกูลจริงๆ คือ การกล่าวธรรมตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้อื่น ซึ่งเป็นยอดของปิยวาจาเลยทีเดียว เพราะเป็นคำที่เป็นไปเพื่อความเข้าใจถูกเห็นถูกโดยส่วนเดียว ไม่มีโทษเลยแม้แต่น้อย
อกุศลธรรมที่กำลัง เป็นปัจจัยให้เกิดคำพูดที่ไม่อ่อนโยนซึ่งไม่น่าฟัง แต่จะต้องเป็นผู้ที่รู้จักตนเอง ไม่เข้าข้างตัวเอง มีความจริงใจที่จะขัดเกลาละคลายกิเลสของตนเอง ซึ่งจะต้องอาศัยการฟังพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง สะสมความเข้าใจถูก เห็นถูกไปตามลำดับ ไม่ขาดการฟังพระธรรมในชีวิตประจำวัน เพราะความเข้าใจพระธรรมเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องชำระจิตจากที่มากไปด้วยอกุศล ให้ค่อยๆ สะอาดปราศจากอกุศลได้ในที่สุด.