บุญ ย่อมเกิดขึ้น เจริญขึ้นในขณะที่จิตเป็นกุศล ขณะใดที่จิตเป็นอกุศล หรือตรึกไปด้วยอกุศลวิตกประการต่าง ๆ เป็นไปกับความติดข้องต้องการ หรือเป็นไปกับ ขุ่นเคืองใจ ไม่พอใจ ขณะนั้นบุญไม่เกิดไม่เจริญ ไม่ใช่บุญ
บุญ
ชีวิตของแต่ละบุคคลในแต่ละชาตินั้นแสนสั้นมาก เกิดมาแล้วในที่สุดก็จะต้องตายด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใครรอดพ้นจากความตายได้ แล้วก็ไม่สามารถที่จะทราบได้ว่า จะเป็นวันใด เวลาใด และตามความเป็นจริงแล้ว แต่ละขณะของชีวิตเป็นธรรมทั้งหมด ธรรมเกิดขึ้นและดับไปอย่างรวดเร็ว ไม่หวนกลับมาได้อีก นี้คือความเป็นไปของสังสารวัฏฏ์ ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่เกิดดับเป็นไปอย่างไม่ขาดสาย
ควรที่จะได้พิจารณาว่า การได้เกิดมาเป็นมนุษย์ พร้อมทั้งมีโอกาสได้พบพระสัทธรรมซึ่งเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้พบกัลยาณมิตรที่เกื้อกูลให้มีความเข้าใจพระธรรมที่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง นั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยาก ในสังสารวัฏฏ์ เมื่อเทียบกับการได้รูป เสียง กลิ่น รส และสิ่งที่กระทบสัมผัสกาย ซึ่งมีเป็นปกติในชีวิตประจำวัน
เมื่อเป็นเช่นนี้ ทุกๆ วัน ควรที่จะได้พิจารณาอยู่เสมอว่า ชีวิตอาจจะอยู่ไม่ถึงพรุ่งนี้ก็ได้ การที่มีโอกาสได้ฟังพระธรรม ก็ควรเห็นประโยชน์ที่จะฟัง สะสมปัญญาในทันที มีโอกาสที่จะได้สะสมกุศล ก็สะสมทันที เจริญทันที เป็นการเติมความดีลงในจิตใจของตนเองทุกๆ วัน เพื่อชำระล้างอกุศลธรรมทั้งหลาย เพราะถ้าไม่เติมความดีแล้ว ก็ย่อมเป็นเหตุให้อกุศลธรรมเกิดสะสมพอกพูนหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ
ขณะใดที่กุศลจิตเกิด ขณะนั้นเป็นบุญ บุญคือกุศลจิต ขณะใดปราศจากโลภะ (ความติดข้องต้องการ) โทสะ (ความโกรธ ความขุ่นเคืองใจ) โมหะ (ความหลง ความไม่รู้ความจริง) ขณะนั้นคือบุญ ไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่ใดก็ตาม สำคัญอยู่ที่ว่ากุศลจิตเกิดขึ้นหรือไม่ในขณะนั้น การฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมให้เข้าใจ การให้ทานช่วยเหลือผู้อื่น การมีเมตตา การขวนขวายในสิ่งที่เป็นประโยชน์ เป็นต้น ล้วนเป็นบุญ ซึ่งเป็นธรรมะ ที่เกิดเพราะเหตุปัจจัย ไม่ใช่เรา
บุญ นำมาซึ่งความสุข ไม่ให้ผลที่เป็นทุกข์ใดๆ เลยแม้แต่น้อย บุญ จึงเป็นสิ่งที่ควรเจริญ ไม่ควรประมาทว่านิดหน่อย เล็กน้อย หรือไม่ควรประมาทว่าได้กระทำเพียงพอแล้ว เพราะดีเท่าไหร่ก็ยังไม่พอ แต่ควรที่จะเจริญบ่อยๆ สะสมบ่อยๆ เป็นปกติในชีวิตประจำวัน
บุคคลผู้ที่เห็นโทษของอกุศล และเห็นคุณประโยชน์ของบุญ มีปัญญารู้ว่าบุญ เป็นที่พึ่ง นำสุขมาให้ ก็ย่อมจะอบรมเจริญสะสมไปเรื่อยๆ ตามกำลัง ไม่ละเลย ไม่ทอดทิ้งในการเจริญคุณความดีทุกประการ ทั้งหมดทั้งปวงก็เพื่อขัดเกลาอกุศลของตนเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ อกุศลจึงจะลดน้อยลง เบาบางลงได้ เพราะเหตุว่าถ้าเป็นผู้ประมาท ไม่ได้เจริญคุณความดีอะไรๆ เลย อกุศลธรรมทั้งหลายย่อมจะเบาบางไม่ได้เลย มีแต่จะพอกพูนเพิ่มมากยิ่งขึ้น.