ด้วยการฟังพระธรรมศึกษาพระธรรม ให้เข้าใจถูกเห็นถูกตามที่พระพุทธองค์ทรงแสดงจนมีความมั่นคง หากไปทำอย่างอื่น จะปฏิบัติธรรม ด้วยความไม่รู้แล้วคิดว่าจะรู้ นั่นก็เท่ากับว่า ขาดความเข้าใจเบื้องต้น และไม่ใช่สัจจญาณ เมื่อไม่มีสัจจญาณแล้ว ก็ไม่มีทางถึงการรู้ความจริง และการดับกิเลสที่เป็นกิจญาณ และกตญาณได้เลย
ปัญญาในอริยสัจ
การจะดับกิเลสได้ ถึงความเป็นพระอริยบุคคล ต้องเป็นเรื่องของปัญญาอย่างแท้จริง ดังนั้นการรู้ความจริงในอริยสัจ ๔ เป็นปัญญา การถึงการดับกิเลสได้ต้องเป็นปัญญา เข้าใจอริยสัจ ๔ อย่างถูกต้อง แจ่มแจ้ง ซึ่งปัญญาในการรู้อริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง มี ๓ ซึ่งมีแสดงไว้ในพระไตรปิฎก คือ สัจจญาณ กิจญาณ และ กตญาณ
๑. สัจจญาณ คือ ปัญญาที่รู้ความจริงในอริยสัจ ๔ เช่น รู้ว่านี้ทุกข์ รู้ด้วยปัญญาด้วยความมั่นคงว่า ทุกข์ คือสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้ ไม่ใช่เพียงความปวดเมื่อยเท่านั้น แต่เป็นสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้ที่เกิดขึ้นและดับไป ปัญญาที่รู้ความจริงในความเป็นทุกข์อริยสัจ เป็นสัจจญาณ แต่สัจจญาณจะมีได้ก็ต้องอาศัยการฟังพระธรรมศึกษาพระธรรม จนปัญญามั่นคง เห็นถูกว่าสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้เองที่เป็นทุกข์ นี่คือสัจจญาณในทุกขอริยสัจ และปัญญาที่รู้ความจริงในสมุทัยสัจจะ ว่าเป็นอย่างนี้ คือรู้ตัณหาโลภะ ตามความเป็นจริงว่าเป็นอย่างนี้ โดยสัจจะอื่นๆ ก็โดยนัยเดียวกัน คือรู้ในพระนิพพานในขั้นการฟังการศึกษา ตามความเป็นจริง และรู้ในหนทางดับทุกข์ คือ อริยมรรค ตามความเป็นจริง นี่คือสัจจญาณ ปัญญาในอริยสัจ ๔ ซึ่งสัจจญาณก็มีหลายระดับ ตามระดับปัญญา
๒. กิจญาณ คือ ปัญญาที่รู้หน้าที่ กิจที่ควรทำในอริยสัจ ๔ เช่น ปัญญาที่รู้ว่าทุกขอริยสัจ ควรกำหนดรู้ รู้ว่าสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้ ควรกำหนดรู้ รู้ด้วยปัญญาที่สติปัฏฐานเกิด รู้ความจริงในขณะนี้ของสภาพธรรมว่าเป็นธรรมไม่ใชเรา ดังนั้นจึงไม่มีเราที่ไปกำหนดรู้ แต่เป็นหน้าที่ของปัญญา ว่าทุกข์ควรกำหนดรู้ คือปัญญาเกิดรู้ความจริงของสภาพธรรมนั่นเอง ขณะที่สติปัฏฐานเกิด รู้ความจริงของสภาพธรรม และปัญญาที่เป็นระดับวิปัสสนาญาณ เป็นต้น เป็นกิจญาณในทุกขอริยสัจ
ปัญญาที่รู้กิจหน้าที่ใน สมุทัยสัจจะว่า โลภะ เป็นสิ่งที่ควรละ ด้วยปัญญาระดับสูง เป็นกิจญานในสมุทัยสัจจะ ปัญญาที่รู้ความจริงในนิโรธสัจจะ คือ รู้ความจริงว่าควรทำให้แจ้ง ให้ถึงพระนิพพาน ด้วยปัญญาระดับสูง เป็นกิจญานในนิโรธสัจจะ
ปัญญาที่รู้ตามความเป็นจริงว่า หนทางในการดับกิเลส คือ สติปัฏฐาน ๔ อริยมรรค ควรเจริญ ควรอบรมให้มาก ปัญญารู้เช่นนี้ เป็นกิจญาณในอริยสัจข้อสุดท้าย ที่เป็นหนทางดับกิเลส นั่นคือ มรรคอริยสัจจะ
๓. กตญาณ คือ ปัญญาที่รู้แจ้งในกิจ ที่ได้ทำแล้วในอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง อันหมายถึงการบรรลุธรรม ดับกิเลสได้นั่นเอง
ดังนั้นปัญญา ๓ ระดับ คือ สัจจญาณ กิจจญาณ และ กตญาณ ในอริยสัจ ๔ จึงหมายถึง การวนรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ คือปัญญาที่ สัจจญาณ รู้ในอริยสัจ ๔ ในทุกข์, สมุทัย, นิโรธ, มรรค (สัจจญาณ x อริยสัจ ๔ = ๔) กิจญาณ ปัญญาที่รู้ในอริยสัจ ๔ (กิจญาณ x อริยสัจ ๔ = ๔) กตญาณ ปัญญาที่รู้ในอริยสัจ ๔ (กตญาณ x อริยสัจ ๔ = ๔) ปัญญา ๓ อย่าง ๓ รอบ (สัจจญาณ กิจญาณ กตญาณ) ในแต่ละอริยสัจ ในอริยสัจ ๔ จึงเป็นอาการ ๑๒
การจะถึงปัญญา ๓ ระดับตามที่กล่าวมาในอริยสัจ ๔ นั้น ที่สำคัญต้องเริ่มจากการฟังพระธรรมศึกษาพระธรรม ในหนทางที่ถูกต้องในเรื่องของสภาพธรรม เมื่อปัญญาเจริญขึ้นจากขั้นการฟังการศึกษา ว่าขณะนี้เป็นธรรม การรู้ความจริงก็ต้องรู้ขณะนี้ นั้นคือกำลังอบรมสัจจญาณ ความมั่นคงในการรู้ความจริงของสภาพธรรมที่เป็นทุกขอริยสัจ ดังนั้นจึงไม่ต้องห่วงเรื่องชื่อของปัญญา เพียงแต่อบรมเหตุคือการฟังพระธรรมศึกษาพระธรรมไปเรื่อยๆ จนเป็นความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ธรรมจะทำหน้าที่ ปัญญาเจริญขึ้น สัจจญาณก็เจริญขึ้นตามลำดับ และย่อมทำให้ถึงปัญญาที่รู้ความจริงของสภาพธรรม ด้วยการประจักษ์แจ้งความเป็น นามธรรม และรูปธรรม ที่เป็นกิจญาณและถึงการดับกิเลส บรรลุธรรมอันเป็นกตญาณได้ ซึ่งก็ไม่พ้นจากการรู้ความจริงในขณะนี้เลย
พระพุทธองค์ และพระอริยสาวก ท่านก็รู้ความจริงในขณะนี้ อันเป็นการเจริญสัจจญาณ กิจญาณและกตญาณ ตามความเป็นจริง จนได้บรรลุธรรมนั่นเอง แต่สำคัญคือการอบรมเหตุ ด้วยการฟังพระธรรมศึกษาพระธรรม ให้เข้าใจถูกเห็นถูกตามที่พระพุทธองค์ทรงแสดงจนมีความมั่นคง หากไปทำอย่างอื่น จะปฏิบัติธรรม ด้วยความไม่รู้แล้วคิดว่าจะรู้ นั่นก็เท่ากับว่า ขาดความเข้าใจเบื้องต้น และไม่ใช่สัจจญาณ เมื่อไม่มีสัจจญาณแล้ว ก็ไม่มีทางถึงการรู้ความจริง และการดับกิเลสที่เป็นกิจญาณ และกตญาณได้เลย.