Home » ปัญญาญาณ

ปัญญาญาณ

( Somboon )

by Pakawa

ชื่อว่า ญาณ มีการแทงตลอดสภาวะเป็นลักษณะ หรือ มีการแทงตลอดอย่างไม่ผิดพลาดเป็นลักษณะ เหมือนการยิงลูกศรอันนายขมังธนูผู้ชาญฉลาดยิงไปแล้วฉะนั้น มีการส่องซึ่งอารมณ์ เป็นลักษณะ เหมือนดวงประทีปส่องสว่าง ฉะนั้นมีความไม่หลงเป็นปัจจุปัฏฐาน เหมือนพรานป่าบอกทางแก่คนหลงทาง ฉะนั้น

ปัญญาญาณ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๖๘ – หน้าที่ ๑ มหาวรรค มาติกา ว่าด้วยปัญญาญาณ ๗๓ (นำมาเพียง ๓ ประการ) ๑. ปัญญาในการทรงจำธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว เป็นสุตมยญาณ ๒. ปัญญาในการฟังธรรมแล้วสังวรไว้ เป็นสีลมยญาณ ๓. ปัญญาในการสำรวมแล้วตั้งไว้ดี เป็นสมาธิภาวนามยญาณ 
       อรรถกถาญาณกถามาติกา (นำมาเพียงบางส่วน)
๑. อรรถกถาสุตมยญาณุทเทส ก็บทว่า ปญฺญา ได้แก่ ปัญญา โดยอรรถว่า เป็นเครื่องทำให้รู้ชัด กล่าวคือเป็นเครื่องทำอรรถะนั้นๆ ให้ปรากฏ. อีกอย่างหนึ่ง ธรรมชาติใด ย่อมรู้ธรรมทั้งหลายโดยประการนั้น ๆ คือ โดยอนิจจลักษณะเป็นต้น ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่าปัญญา ฯ
สุต ศัพท์ มีอรรถว่า ทรงไว้ซึ่งสัททารมณ์อันตนรู้แล้ว โดยครรลองแห่งโสตทวารได้ในคำเป็นต้นว่า พหุสฺสุโต โหติ สุตธโร สุตสนฺนิจโย (เป็นผู้สดับมากเป็นผู้ทรงสุตะ เป็นผู้สั่งสมสุตะ). แต่ในที่นี้ สุตะ ศัพท์ มีอรรถว่า อันตนรู้แล้วเข้าไปทรงไว้แล้ว โดยครรลองแห่งโสตทวาร.
 บทว่า สุตมเย ญาณํ ความว่า ปัญญานี้ ได้ปรารภพระสัทธรรม คือ สุตะนี้ ที่รู้แล้ว ทรงจำไว้ได้แล้ว กระทำให้เป็นอารมณ์ เป็นไปแล้วในครั้งแรกและครั้งต่อๆ มา, ปัญญาญาณนั้น ย่อมเป็นอันท่านกล่าวแล้วว่า สุตมเย ญาณํ (ญาณอันสำเร็จแล้วด้วยการฟัง) อธิบายว่า สุตมยํ ญาณํ นั่นเอง ฯ
ชื่อว่า ญาณ มีการแทงตลอดสภาวะเป็นลักษณะ หรือ มีการแทงตลอดอย่างไม่ผิดพลาดเป็นลักษณะ เหมือนการยิงลูกศรอันนายขมังธนูผู้ชาญฉลาดยิงไปแล้วฉะนั้น มีการส่องซึ่งอารมณ์ เป็นลักษณะ เหมือนดวงประทีปส่องสว่าง ฉะนั้นมีความไม่หลงเป็นปัจจุปัฏฐาน เหมือนพรานป่าบอกทางแก่คนหลงทาง ฉะนั้น มีสมาธิเป็นปทัฏฐาน ตามพระบาลีว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมีใจตั้งมั่นแล้วย่อมรู้ตามความเป็นจริง”.
๒. อรรถกถาสีลมยญาณุทเทส ปัญญา ของกุลบุตรผู้ฟังธรรมตามที่กล่าวแล้วในสุตมยญาณแล้วสังวรอยู่ ทำการสังวร เป็นไปแล้วในการสังวรนั้น สัมปยุตต์กับสังวรนั้น ท่านกล่าวแล้วว่า สุตฺวา สํวเร ปญฺญา (ปัญญา ในการฟังแล้ว สำรวม). อีกอย่างหนึ่ง มีความว่า ปัญญาในการสังวร  เพราะมีการฟังเป็นเหตุบ้าง เพราะมีคำว่า เหตุอตฺเถ สุตฺวา (ฟังเหตุและผล) ปรากฏอยู่ด้วย.
บทว่า สีลํ ในคำนี้ว่า สีลมเย ญาณํ ความว่า ชื่อว่าศีล เพราะอรรถว่าสำรวม, ชื่อว่า การสำรวมนี้ อย่างไร ? คือการตั้งมั่น, อธิบายว่า ความเป็นกายกรรมเป็นต้น ไม่เกลื่อนกล่น ด้วยสามารถแห่งความเป็นผู้สำรวมด้วยดี หรือความเข้าไปตั้งมั่น, อธิบายว่า ความที่แห่งกุศลธรรมทั้งหลายเป็นที่รองรับด้วยสามารถเป็นที่ตั้ง. ก็ในศีลนี้ นักปราชญ์ผู้รู้ลักษณศัพท์ รับรู้ตามๆ กันมาซึ่งอรรถะทั้ง ๒ นี้เท่านั้น. แต่อาจารย์พวกอื่นพรรณนาว่า ชื่อว่า ศีล เพราะอรรถว่าเสพยิ่ง เพราะอรรถว่าเป็นที่รองรับ เพราะอรรถว่าเป็นปกติ เพราะอรรถว่าเป็นศีรษะ เพราะอรรถว่าเย็น เพราะอรรถว่าเกษม. ศีลนั้น แม้จะมีประเภทต่างๆ หลายอย่าง ก็มีการสำรวมเป็นลักษณะ เหมือนรูปมีประเภทต่างๆ เป็นอันมาก ก็มีการเห็นได้ด้วยตาเป็นลักษณะ ฉะนั้น.
      ความสำรวมแห่งศีลแม้มีประเภทต่างๆ หลายอย่างโดยประเภทแห่งวิรัติมีเจตนาวิรัติ เป็นต้น ท่านกล่าวแล้วว่าเป็นที่รองรับกายกรรมเป็นต้น และเป็นที่ตั้งแห่งกุศลธรรมนี้ได้, การสำรวมนั้นนั่นแหละเป็นลักษณะของศีลแม้มีประเภทต่างๆ หลายอย่างโดยประเภทแห่งวิรัติมีเจตนาวิรัติเป็นต้น เพราะไม่ก้าวล่วงความเป็นที่รองรับและเป็นที่ตั้ง. ก็การกำจัดความเป็นผู้ทุศีล และคุณคือความไม่มีโทษ ท่านเรียกว่าเป็นรส เพราะอรรถว่าเป็นกิจและสมบัติของศีลนั้นมีลักษณะ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว อย่างนี้. เพราะฉะนั้น ธรรมดาว่าศีลนี้ บัณฑิตพึงทราบว่า มีการกำจัดความเป็นผู้ทุศีลเป็นรส เพราะรสมีอรรถว่ากิจ, มีความไม่มีโทษเป็นรส เพราะรสมีอรรถว่าสมบัติ.
 ศีลนี้นั้น วิญญูชนทั้งหลาย พรรณนาไว้ว่า มีความสะอาดเป็นปัจจุปัฏฐาน มีโอตตัปปะและหิริเป็นปทัฏฐานของศีลนั้น. ศีลนี้นั้น มีความสะอาดเป็นปัจจุปัฏฐาน ตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้อย่างนี้ว่า ความสะอาดกาย, ความสะอาดวาจา, ความสะอาดใจย่อมถึงซึ่งความนับว่า ปรากฏโดยความเป็นของสะอาด. ส่วน หิริและโอตตัปปะ วิญญูชนทั้งหลาย พรรณนาไว้ว่า เป็นปทัฏฐานของศีลนั้น, อธิบายว่า เป็นเหตุใกล้. เพราะเมื่อหิริและโอตตัปปะมีอยู่ ศีลก็ย่อมเกิดขึ้นและตั้งอยู่, เมื่อหิริและโอตตัปปะไม่มี ศีล ก็ย่อมไม่เกิดขึ้นและไม่ตั้งอยู่ฉะนั้น ญาณที่สหรคตด้วยศีล สัมปยุตด้วยศีลนั้น โดยวิธีที่กล่าวมาแล้วอย่างนี้ ชื่อว่า สีลมเย ญาณํ. อีกอย่างหนึ่ง ศีลนั่นแหละ สำเร็จแล้ว ชื่อว่า สีลมัย, ญาณในสีลมัยนั้น คือ สัมปยุตต์ด้วยศีลมัยนั้น.
การพิจารณาโทษในการไม่สำรวม ๑ การพิจารณาอานิสงส์ในการสำรวม ๑ การพิจารณาความบริสุทธิ์ในการสำรวม ๑ การพิจารณาความขาวสะอาดจากสังกิเลสในเพราะการสำรวม ๑ ท่านสงเคราะห์ด้วยสีลมยญาณนั่นแล.  
   ๓. อรรถกถาสมาธิภาวนามยญาณุทเทส คำว่า สํวริตฺวา สมาทหเน ปญฺญา ความว่า ปัญญา ของกุลบุตรผู้สำรวมด้วยสีลสังวรตามที่กล่าวไว้ในสีลมยญาณ แล้วทำการสำรวมตั้งอยู่ในศีลมีจิตตั้งไว้ด้วยดี กระทำจิตให้มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ด้วยสามารถแห่งอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ เป็นไปแล้วในสมาธิจิตนั้นคือสัมปยุตกับด้วยสมาธิจิตนั้น. การวางไว้ ตั้งไว้ด้วยดีโดยชอบฉะนั้น จึงชื่อว่า สมาทหนํ (การตั้งไว้ด้วยดี)
     คำนี้ เป็นคำเรียกสมาธิโดยปริยาย. กุศลจิตเอกัคคตา ชื่อว่า สมาธิ ในคำนี้ว่าสมาธิภาวนามเย ญาณํ ชื่อว่า สมาธิ เพราะอรรถว่ากระไร ?  ชื่อว่า สมาธิ เพราะอรรถว่าตั้งมั่น (สมาธานํ).
     ชื่อว่า สมาธาน นี้อย่างไร ? มีคำอธิบายว่าการวาง การตั้ง ซึ่งจิตและเจตสิกไว้ในอารมณ์เดียวโดยชอบด้วยดี เพราะฉะนั้น จิตและเจตสิก ไม่ฟุ้งไป ไม่เกลื่อนกล่น ตั้งอยู่โดยชอบด้วยดีในอารมณ์เดียว ด้วยอานุภาพแห่งธรรมใด คำที่กล่าวมาแล้วนี้ พึงทราบว่าเป็น สมาธาน.
ก็ความไม่ฟุ้งซ่านเป็นลักษณะ การกำจัดความฟุ้งซ่านเป็นรส การไม่หวั่นไหวเป็นปัจจุปัฏฐาน และมีความสุขเป็นปทัฏฐาน ของสมาธินั้นแล. สมาธิอย่างหนึ่ง คือ เอกัคคตาจิต,  สมาธิ ๒ อย่าง คือ โลกิยสมาธิ ๑ โลกุตตรสมาธิ ๑
  บทว่า โลกิโย วัฏฏะ ท่านกล่าวว่า โลก เพราะอรรถว่าแตกสลายไป สมาธิประกอบแล้วในโลก โดยความเป็นสมาธิเนื่องอยู่ในวัฏฏะนั้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า โลกิยะ.
บทว่า โลกุตตโร ชื่อว่า อุตตระ เพราะข้ามไปแล้ว ชื่อว่า โลกุตตระ เพราะข้ามไปจากโลก โดยความเป็นสมาธิไม่เนื่องอยู่ในโลก.

ข้อความโดยสรุป ปัญญาญาณ  ๓ ประการ 
   ๑. ปัญญาในการทรงจำธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว เป็นสุตมยญาณ
   ๒. ปัญญาในการฟังธรรมแล้วสังวรไว้  เป็นสีลมยญาณ
     ๓. ปัญญาในการสำรวมแล้วตั้งไว้ดี เป็นสมาธิภาวนามยญาณ 
    สุตมยญาณ เป็นปัญญาที่เกิดจากการฟังพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง ปัญญาที่เกิดจากการได้ฟังแล้วพิจารณาเหตุผลของสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง
      สีลมยญาณ  คือ ปัญญาอันสำเร็จมาแต่ศีล, ปัญญาในการสำรวมเพราะมีการฟังพระธรรมเป็นเหตุ เป็นปัญญาที่รู้ ขั้นน้อมประพฤติปฏิบัติตามพระธรรม มีการสำรวมตามพระธรรมที่ได้ยินได้ฟัง เมื่อได้ฟังพระธรรม มีปัญญา (ความเข้าใจไป) ตามลำดับ จะเป็นเครื่องอุปการะเกื้อกูลต่อความประพฤติเป็นไปทางกาย  ทางวาจา และทางใจทีดีงาม มีการสำรวมทางกายทางวาจา และทางใจ
    สมาธิภาวนามยญาณ เป็นปัญญาที่เกิดจากการอบรมเจริญให้มีมากขึ้น สมาธิ มีทั้งที่เป็นโลกิยะ (นับเนื่องในวัฏฏะ) และ โลกุตตระ (ข้ามพ้นจากการเกิดดับ)
 เนื่องจาก เป็นธรรมที่ควรค่าแก่การพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง จึงควรอ่านและพิจารณาข้อความจากอรรถกา เพิ่มเติม.

การอ่านธรรมะ ก็คือ การทำบุญ อันยิ่งใหญ่
การให้ธรรมะ เป็นทาน ก็คือ การทำบุญ อันยิ่งใหญ่

ชีวิต
จะเปลี่ยนไป ก็เพราะ การอ่าน การฟัง ธรรมะ ก็คือ ปรโตโฆสะ

ได้เข้าไป
สัมผัส คำสอน คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง ด้วย ปัญญา อันยิ่ง ของตัวเอง

ปัญญา
จะดูดซึมซับ เอาความรู้ ที่พระพุทธเจ้าทรงสอน เอาไปเก็บไว้ในใจ อย่างแยบคาย

ชีวิต
ก็จะเปลี่ยน ไม่ได้เปลี่ยนเพราะ ความศักดิ์สิทธิ์ แต่ เปลี่ยน เพราะเหตุผล ที่ ปัญญาของเราเข้าใจ แล้วนำไป ปฏิบัติตาม

เรื่องเดียวกัน
ฟังมาก็ได้ปัญญา ระดับที่ ๑

คิดพิจารณาสิ่งที่ฟังมา ก็ได้ปัญญา สูงขึ้น อีกระดับ ๑เ

ทำตาม คือ ภาวนา ก็จะได้ ปัญญา สูงขึ้น สูงสุด เปลี่ยนแปลง ชีวิตได้ ก็ด้วย การทำตาม หรือ ภาวนา นี่แหละ

คำว่า
ภาวนา โบราณว่า คือการท่องบ่น ทำให้มากมาก

นั่น เขาเอาไว้สอนคนที่ ไม่มีปัญญา หรือมีปัญญา น้อย น้อย นะครับ

ที่ถูกต้อง คือ ต้องลงมือทำตาม นั่นแหละครับ ภาวนา ตัวจริง

ธรรมะ
จะคิดเอาเองไม่ได้ ธรรมะ เป็นของพระพุทธเจ้า บางคนเขาคิดว่า เขาเก่งระดับพระพุทธเจ้า

นั่น
คิดผิดไปไกลมาก แล้วนะครับ

เราเป็น สาวก ต้องเริ่มต้นที่ต้องฟัง คำสอน เสียก่อน

You may also like

Leave a Comment

-
00:00
00:00
Update Required Flash plugin
-
00:00
00:00