Home » ความดับมาพร้อมกับการเกิด

ความดับมาพร้อมกับการเกิด

( วีระ วศินวรรธนะ )

by Pakawa

สิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา
ยัง กิญจิ สะมุทะยะธัมมัง
สัพพันตัง นิโรธะธัมมัง

ดอกไม้เริ่มเหี่ยว ตั้งแต่วันที่เริ่มบาน
เทียนเริ่มสั้นลง ตั้งแต่วันที่จุดไฟ
ร่างกายเริ่มแก่ ตั้งแต่วันที่เกิด
การจากลา เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ได้พบกัน

….วีระ วศินวรรธนะ
…………………………….

ธรรมชาติไม่ได้ออกแบบให้ “คงอยู่ตลอดไป”
แต่ถูกออกแบบให้ “เกิดขึ้น ทำหน้าที่ แล้วจากไป”

แม้แต่ความทุกข์ก็เช่นกัน
ความทุกข์เอง ก็เริ่มดับตั้งแต่วินาทีที่มันเกิด
เพียงแต่ตอนมันกำลังเผาเราอยู่ เรามักมองไม่เห็น

พอจิตตั้งมั่นและเฝ้าดูได้ จะเห็นว่า…
ความโกรธกำลังดับ
ความกลัวกำลังดับ
ความสุขก็กำลังดับ
แม้แต่ “ผู้รู้”ว่ากำลังโกรธ ก็ยังดับเป็นขณะ ๆ

สุดท้ายแล้ว ธรรมชาติไม่ได้มีแค่กฎว่า “สิ่งใดเกิด สิ่งนั้นดับ”
แต่ยังมีกฎอีกข้อหนึ่งที่คนมักลืมคือ

“สิ่งใดดับ สิ่งนั้นเปิดทางให้สิ่งใหม่เกิด”

ใบไม้ร่วงจึงมีใบอ่อน
กลางคืนผ่านไปจึงมีรุ่งอรุณ
ลมหายใจออกจึงมีลมหายใจเข้า

ธรรมชาติไม่ได้โหดร้าย

เพียงแต่ไม่เคยสัญญากับเราว่า
อะไรสักอย่างจะอยู่กับเราตลอดไป

**เราทุกข์ ไม่ใช่เพราะสิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนแปลง**
**แต่ทุกข์ เพราะเราอยากให้สิ่งที่เปลี่ยนแปลงนั้น ไม่เปลี่ยนแปลง**

เมื่อขยายออกมา จะได้เป็นลำดับดังนี้

1. **สรรพสิ่งล้วนไม่เที่ยง (อนิจจัง)**

* ดอกไม้เริ่มเหี่ยวตั้งแต่วันที่เริ่มบาน
* ร่างกายเริ่มแก่ตั้งแต่วันที่เกิด
* ทุกการพบกัน มีการจากลาแฝงอยู่แล้ว

2. **เมื่อไม่เห็นความจริงข้อนี้ จึงเกิดการยึดมั่นถือมั่น (อุปาทาน)**

* อยากให้คนรักอยู่กับเราตลอดไป
* อยากให้สุขภาพดีตลอดไป
* อยากให้ความสุขคงอยู่ตลอดไป

3. **เมื่อความจริงไม่เป็นไปตามความอยาก จึงเกิดทุกข์**

* ไม่ใช่เพราะโลกผิด
* แต่เพราะความคาดหวังขัดแย้งกับสัจธรรมแห่งความจริง

4. **การปล่อยวาง ไม่ใช่การทิ้งหรือไม่รัก**

* ยังรักพ่อแม่ได้
* ยังรักคู่ครองได้
* ยังทำงานได้เต็มที่
* แต่ไม่เรียกร้องให้ทุกสิ่งนั้นเป็นดั่งใจที่อยาก ที่ต้องการตลอดเวลา

5. **เมื่อเห็นความจริงของความไม่เที่ยง การยึดมั่นจะคลายลงเอง**

* ไม่ใช่การบังคับปล่อย
* แต่เป็นการเข้าใจจนวางได้
………………………………………………………………………………

> **สิ่งใดเกิด สิ่งนั้นย่อมดับเป็นธรรมดา**

> **เมื่อยอมรับความจริงข้อนี้ได้ ความทุกข์ก็เบาบางลงเอง**
…………………………………………………………………………………….

> **ความดับ ได้ถูกฝังมาในทุกการเกิด ตั้งแต่แรกแล้ว**
>
> ดอกไม้เริ่มเหี่ยวตั้งแต่วันที่เริ่มบาน
>
> ดังนั้น จงชื่นชมดอกไม้ในวันที่มันยังบานอยู่
>
> แต่อย่าคาดหวังว่ามันจะบานอยู่ตลอดไป 🌸

https://www.facebook.com/share/v/1CR4jpAY7s/

สำหรับคุณ พุทธศาสนาคืออะไร?”

พุทธศาสนาก็คือเรื่องของ **ตัวคุณเอง**
ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น และไม่มีอะไรน้อยไปกว่านั้น

เป้าหมายหลักของพุทธศาสนาคือ
การเข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงของชีวิตและจิตใจของคุณเอง

“จิตใจของผมเหรอ?”

ใช่

“แล้วจิตใจของผมเป็นอย่างไร?”

จิตใจคือสิ่งที่ทรงพลังที่สุดในโลก

พระพุทธเจ้าตรัสว่า

> “ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน”
>
> สิ่งที่คุณคิด คุณก็จะกลายเป็นเช่นนั้น(เช่นที่คุณคิด)
…………………………………………………………………………….
ศาสนาอื่นจำนวนมากมุ่งเน้นว่า
“หลังฉันตายไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น?”

แต่พุทธศาสนาไม่ได้พยายามตอบคำถามนั้น

“ทำไมล่ะ? ยกตัวอย่างได้ไหม?”

ในพุทธศาสนามีอุปมาอยู่เรื่องหนึ่งว่า

ถ้าคุณถูกลูกศรยิง

พระพุทธเจ้าจะบอกว่า

อย่าเพิ่งถามว่า
ลูกศรมาจากไหน
ใครเป็นคนยิง
หรือยิงด้วยเหตุผลอะไร

แต่ให้ถามว่า

> “ฉันจะเอาลูกศรดอกนี้ออกได้อย่างไร?”

นั่นคือคำถามเดียวที่สำคัญ

“เพราะนั่นคือสิ่งที่เราควรสนใจจริง ๆ ใช่ไหม?”

ใช่

เพราะในพุทธศาสนา
คุณมีชีวิตอยู่ใน”ปัจจุบันขณะ”นี้

อดีตไม่ใช่สิ่งที่คุณครอบครองได้
อนาคตก็ไม่ใช่สิ่งที่คุณครอบครองได้
คุณไม่สามารถควบคุมมันได้
คุณทำอะไรกับมันไม่ได้

สิ่งเดียวที่คุณมีจริง ๆ คือ

> “ขณะนี้”
……………………………………………………
“แล้วลูกศรในชีวิตคืออะไร?”

มันคือ **ความทุกข์**

เหตุที่เราทุกข์
เพราะในใจเรามีแต่ความยึดติด

เรายึดติดกับผู้คน
ยึดติดกับสิ่งของ
ยึดติดกับประสบการณ์ต่าง ๆ

เมื่อปล่อยวางความยึดติดได้ เราก็จะมีความสุข
…………………………………………………………..
“ปล่อยวางความยึดติดงั้นหรือ?”

คุณเคยยึดติดกับแฟน กับคนรัก กับลูกของคุณ

เมื่อยึดติด เราก็จะคาดหวัง
เมื่อคาดหวังมาก
บางครั้งสิ่งที่คาดหวังก็ไม่ได้เป็นจริงขึ้นมา

และเมื่อมันไม่เป็นจริง
เราก็เศร้า
เราก็ทุกข์

ใช่แล้ว
มนุษย์ทุกคนล้วนเป็นเช่นนั้น

เรารู้สึกเสียใจ เมื่อไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ
…………………………………………………………….
“แล้วทำไมผมจะยึดติดกับสิ่งที่อยู่ตลอดไปไม่ได้ล่ะ?

โต๊ะตัวนี้ก็อยู่ตรงนี้เสมอ
ก้อนหินก้อนนี้ก็อยู่ตรงนี้เสมอ”

แต่ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ได้ตลอดไป ทุกสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลง

นั่นคือความจริงของโลก
โต๊ะตัวนี้อาจอยู่ได้อีก 5 ปี หรือ 10 ปี
แต่สุดท้ายมันก็เปลี่ยนแปลง
………………………………………………………………..
“แล้วมีอะไรไหมที่ไม่เปลี่ยนแปลง?”

มี

“คืออะไร?”

คือ

> “การเปลี่ยนแปลงนั่นเอง”

พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ไม่มีสิ่งใดถาวร
ยกเว้นความจริงที่ว่า

ทุกสิ่งล้วนมีการเปลี่ยนแปลง

**ความรัก** กับ **ความยึดติด** เป็นคนละเรื่องกัน

เมื่อคุณรักใครสักคน

คุณยินดีที่เห็นเขาเติบโตและมีความสุข

แต่เมื่อคุณยึดติดกับใครสักคน
คุณจะคาดหวังให้เขาทำให้คุณมีความสุข

หรือถามว่า
“ทำไมคุณไม่ทำให้ฉันมีความสุข?”

นั่นคือความแตกต่าง
………………………………………………..
“งั้นคุณรักพ่อแม่ แต่ไม่ยึดติดกับพ่อแม่?”

ใช่

“แล้วการไม่ยึดติดกับพ่อแม่หมายความว่าอย่างไร?”

หมายถึง

ไม่คาดหวังให้ท่านเป็นอย่างที่เราอยากให้เป็น หรือความต้องการของเราไปทั้งหมด

ไม่คาดหวังให้ท่านเป็นผู้สร้างความสุขให้กับเรา

แต่เราเลือกที่จะมอบ…
ความรัก
ความห่วงใย
และความเอื้ออาทร

ให้กับท่าน

ผมเพิ่งเข้าใจเรื่องนี้จากการทำบริษัท

เราจ้างคนมากมาย

ผู้คนเข้ามาและจากไป

บางคนทำงานด้วยกัน 2 ปี 3 ปี

เรารักการได้ร่วมงานกับพวกเขา

แต่แล้ววันหนึ่ง

พวกเขาก็ลาออก

หรือถูกเลิกจ้าง

และมันก็เจ็บทุกครั้ง

ผมใช้เวลาหลายปี

กว่าจะเรียนรู้ที่จะมีความสุข
เมื่อเห็นพวกเขาจากไป

เพราะทุกคนที่ผมทำงานด้วย

ไม่มีทางอยู่กับผมตลอดไป

ผมเพิ่งเข้าใจเรื่องนี้ไม่นานเอง

คุณต้องเป็นเหมือนต้นไม้

มองบริษัทของคุณเป็นเหมือนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง

นกทั้งหลายบินมา

กินผลไม้

มีความสุข

แล้วก็บินจากไป

แต่ต้นไม้ยังคงยืนอยู่

สูงใหญ่

มั่นคง

ลุ่มลึก

และเป็นอิสระ

> จงเป็นเหมือนต้นไม้

> จงเป็นเหมือนต้นไม้

> จงเป็นเหมือนต้นไม้เถิด เพื่อนของฉัน

Bruce Lee เคยกล่าวว่า

> “จงเป็นดั่งสายน้ำ”

แต่ในมุมมองของพุทธศาสนา

> “จงเป็นดั่งต้นไม้”

ครั้งหนึ่ง ท่าน Dalai Lama กล่าวไว้ว่า

> “อย่าใช้พุทธศาสนาเพื่อทำให้ตัวเองเป็นชาวพุทธที่ดีกว่าเดิม
>
> แต่จงใช้พุทธศาสนาเพื่อทำให้ตัวเองเป็นมนุษย์ที่ดีกว่าเดิม”

ช่างเป็นประสบการณ์ที่น่าอัศจรรย์

ได้เรียนรู้มากมาย

ได้ต่อสู้กับตัวเองมากมายและตอนนี้…

ก็ถึงเวลาสำหรับความท้าทายครั้งต่อไปแล้ว

https://www.facebook.com/share/v/1CR4jpAY7s/

You may also like

Leave a Comment

-
00:00
00:00
Update Required Flash plugin
-
00:00
00:00