ขณะที่สติพร้อมสัมปชัญญะที่เกิดขึ้นระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมหรือรูปธรรม และรู้ความจริงว่าเป็นเพียงนามธรรมรูปธรรมเท่านั้น ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย และไม่มีใครเป็นผู้ปฏิบัติ นอกจากสติสัมปชัญญะ และโสภณธรรมที่ทำหน้าที่ปฏิบัติกิจของตน ๆ
ปฏิบัติคืออย่างไร
เรื่องของธรรมเป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจจริงๆ อย่าเพิ่งตามกันไปโดยไม่เข้าใจ หรืออย่าคิดว่าเข้าใจแล้ว ทั้งๆที่ไม่เข้าใจเลย แม้แต่คำว่า “ปฏิบัติ” ก็อยากจะรู้ว่า จะทำอะไร ถ้าภาษาไทยเราก็บอกว่า ปฏิบัติคือทำ แล้วจะปฏิบัติ คือจะทำ เพราะฉะนั้นจะทำอะไร ไม่ใช่เขาปฏิบัติอย่างไร เราก็ปฏิบัติด้วย แต่เราก็ไม่รู้เรื่อง
ตั้งต้นตั้งแต่คำแรกว่า “ปฏิบัติ” คืออะไร ถ้าปฏิบัติคือทำ ก็ต้องถามว่าทำอะไร ไม่อย่างนั้นก็ไม่เข้าใจ การเข้าใจชัดขึ้นได้จากคำที่เราใช้เป็นปกติ จะทำให้เราเข้าใจธรรม จริงๆ แล้วสภาพธรรมกำลังทำกิจการงานของสภาพธรรม ไม่ใช่เรา ขณะนี้ที่เห็น สภาพธรรมกำลังทำกิจของสภาพธรรม คือ กิจเห็น สำหรับธรรมชนิดนี้จะทำอื่นไม่ได้เลยนอกจากเห็น
ฉะนั้นเริ่มเข้าใจได้ว่า ขณะที่กำลังเห็นเป็นสภาพธรรมชนิดหนึ่งที่กำลังทำกิจเห็นนี้ จิตที่ทำกิจเห็นนี้ ทำอย่างอื่นไม่ได้ด้วย คิดไม่ได้ เอาจิตที่กำลังเห็นมาให้เป็นกุศลไม่ได้ จะทำอะไรไม่ได้เลย เพราะจิตขณะนี้เพียงทำกิจเห็น นี่กำลังทำหน้าที่เห็น
ถ้าถามว่า ขณะนี้ทำอะไรหรือเปล่า ความถูกต้องก็คือ สภาพธรรมกำลังทำกิจของสภาพธรรม ไม่ใช่เราทำ ขณะที่กำลังได้ยิน ทำอะไรหรือเปล่า ไม่ใช่เราอีกที่ทำ แต่สภาพธรรมทำ สภาพธรรมเกิดแล้ว ทำกิจอะไร ทำกิจได้ยิน
นี่คือความเข้าใจถูกต้องที่เรียกว่า ไม่ใช่ไม่มีอะไร และไม่ใช่ไม่ได้ทำอะไร แต่ว่ามีสภาพธรรมที่กำลังทำกิจของธรรม ไม่ใช่เรา การเริ่มเข้าใจแม้แต่คำที่เราถามกันว่า ขณะนี้ทำอะไรหรือเปล่า ตามความเป็นจริงก็คือสภาพธรรมเกิดขึ้นทำกิจของสภาพธรรม
จิตเกิด แต่จิตไม่ได้เห็นตลอดเวลา ไม่ใช่ได้ยินตลอดเวลา ตอนหลับก็เป็นจิตอีกที่กำลังทำกิจภวังค์ หลับ เพราะฉะนั้นไม่มีสักขณะเดียวที่ไม่ได้ทำ แต่ไม่ใช่เราเลยสักขณะเดียว เป็นสภาพธรรมแต่ละขณะซึ่งทำกิจแต่ละอย่าง ไม่ว่าจะหลับหรือจะตื่น ก็เป็นสภาพธรรมแต่ละอย่าง ซึ่งเกิดขึ้นทำกิจนั้นๆ
คำ ๒ คำ คำหนึ่ง คือ “ทำ” อีกคำหนึ่งคือ “ปฏิบัติ” ก็เป็นภาษาไทยเรา ซึ่งเราเอาคำภาษาบาลีมาใช้ แล้วความหมายของภาษาไทยจะไปใช้ในลักษณะไหน จะตรงกับภาษาบาลีหรือไม่ ซึ่งในภาษาบาลีมีหลายด้าน หรือหลายความหมาย แล้วก็หลายที่ เช่น ถ้าเราใช้คำว่า “ปริยัติ” หมายความถึงศึกษา “ปฏิบัติ” หมายความถึงอบรมให้เกิดปัญญา โดยถึงเฉพาะสภาวะธรรม ตามที่ได้เข้าใจตามที่ได้ศึกษามาดีแล้ว และ “ปฏิเวธ” ก็คือการประจักษ์แจ้งจากการอบรม
คำว่า “ปฏิบัติ” ปฏิ (เฉพาะ) + ปตฺติ (การถึง) การถึงเฉพาะ หมายถึง สัมมาปฏิบัติ คือ การปฏิบัติชอบ การปฏิบัติถูกต้อง ได้แก่ ขณะที่สภาพธรรมฝ่ายดีงามเกิดขึ้นทำกิจของตน เป็นไปในกุศลขั้นต่าง ๆ โดยเฉพาะการปฏิบัติธรรมขั้นวิปัสสนาภาวนา หมายถึง ขณะที่สติพร้อมสัมปชัญญะที่เกิดขึ้นระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมหรือรูปธรรม และรู้ความจริงว่าเป็นเพียงนามธรรมรูปธรรมเท่านั้น ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย และไม่มีใครเป็นผู้ปฏิบัติ นอกจากสติสัมปชัญญะ และโสภณธรรมที่ทำหน้าที่ปฏิบัติกิจของตน ๆ ความเข้าใจถูกต้องในเรื่องความเป็นอนัตตาของสภาพธรรม จะเป็นปัจจัยให้มีการปฏิบัติที่ถูกต้อง และละความยึดถือความเป็นตัวตนได้ในที่สุด
การใช้คำว่า “ปฏิบัติ” ก็มีที่อื่นๆด้วย เพราะฉะนั้นถึงได้เป็นขั้นๆ มาตั้งแต่ขั้นต้นให้เราเข้าใจคำว่า “ทำ” เสียก่อน แล้วเราจะมาถึงการอบรม ซึ่งไม่ใช่เรา แต่เป็นสภาพธรรมที่เป็นฝ่ายดี ซึ่งกระทำกิจของสภาพธรรมแต่ละอย่างๆ ก็คือโสภณเจตสิกนั่นเอง ต้องแยกจิตกับเจตสิก
จิตเป็นสภาพที่เป็นใหญ่ เป็นประธานในการรู้อารมณ์ สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏ เช่น เห็น จิตรู้แจ้งในสภาพธรรมที่ปรากฏทางตา คือ เห็นอย่างละเอียด แล้วเวลาที่จิตเกิดได้ยิน จิตก็เป็นสภาพที่รู้แจ้งเสียง คือ ไม่ว่าเสียงนั้นจะเบา จะค่อย จะประณีต จะเป็นเสียงนก เสียงคนที่คล้ายกัน หรือเสียงดุ จิตที่ได้ยิน ก็เป็นสภาพที่รู้แจ้งในเสียงนั้น นี่คือจิต แต่เจตสิกที่เกิดกับจิต ก็มีหน้าที่การงานของเขาเหมือนกันที่จะกระทำ
ถ้าพูดถึงการปฏิบัติธรรม ถ้าใช้คำว่า “การปฏิบัติธรรม” เราคงไม่ไปอบรมธรรมฝ่ายไม่ดี เพราะว่าธรรมฝ่ายไม่ดี ไม่ต้องอบรม เกิดอยู่เป็นประจำ เหมือนวัชพืช ไม่ต้องไปบำรุงเลย มีแต่ต้องคอยปราบปราม เพราะว่ามีเหตุปัจจัยที่จะเกิดอยู่เรื่อยๆ แต่ถ้าเป็นธรรมฝ่ายดีต้องอบรมจึงจะเกิด และโดยเฉพาะปัญญาเกิดยากที่สุด ถ้าเป็นธรรมฝ่ายดีอย่างอื่น เช่น ในเรื่องทาน การให้ หรือในการวิรัติทุจริต ก็ยังไม่ยาก พอที่จะอบรม พอที่จะชี้แจงให้เห็นโทษได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องของปัญญาที่จะรู้สภาพธรรมถูกต้องตามความเป็นจริง อันนี้เกิดยาก และโตช้า เจริญช้ากว่าอย่างอื่นด้วย เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรม ก็คือการอบรมเพื่อให้ปัญญาเจริญ เพื่อที่จะรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง ก็ไม่ใช่เรา แต่เป็นเจตสิกที่เป็นโสภณเจตสิกฝ่ายดีหลายชนิด ซึ่งต้องเกิดพร้อมกัน.