สภาพธรรมที่คิด มีจริง แต่เรื่องที่คิดไม่มีจริง ไม่มีใครที่จะไปบังคับบัญชา ไม่ให้สภาพธรรมหนึ่งสภาพธรรมใดเกิดขึ้นเป็นไปได้เลย เพราะธรรมเกิดเพราะเหตุปัจจัย ประโยชน์ที่ควรพิจารณา คือเข้าใจสภาพธรรมที่มีจริง ๆ ในขณะนี้
ความคิด
ความคิดนึก เป็นสภาพธรรมที่มีจริง ที่เป็นนามธรรม คือ เป็นสภาพธรรมที่รู้อารมณ์ หมายถึงว่า เมื่อความคิดเกิดขึ้น จะต้องรู้อะไรบางอย่าง นั่นคือขณะที่มีความคิดนึกเกิดขึ้น จะต้องมีสิ่งที่ถูกคิด สิ่งที่ถูกคิด เรียกว่า อารมณ์ เพราะฉะนั้น ความคิดนึกจึงเป็นนามธรม เป็นสภาพธรรมที่รู้อารมณ์ ซึ่ง ความคิดนึก ก็ไม่พ้นจากนามธรรม คือ จิต เจตสิก อาศัยจิตที่เป็นใหญ่ในการรู้ ก็ทำให้มีการคิดนึก เพราะ อาศัยจิต และ อีกนัยหนึ่ง วิตกเจตสิกก็ทำหน้าที่ ตรึกนึกคิดได้
พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ว่า วิตกเจตสิก ที่เป็นสภาพธรรมที่ตรึก นึกคิด และอาศัยจิตด้วยนั้น ท่านเปรียบเหมือนเท้าของโลก คือ ก้าวไปทุกที่ ทุกเวลาได้ คิดเรื่องต่างๆ อย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้น จิตและเจตสิกเป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้นและดับไปอย่างรวดเร็ว และ จิตเมื่อเกิดขึ้น ก็ย่อมคิดนึก ไปในเรื่องราวต่างๆ ตามความทรงจำไว้ ที่เคยจำไว้ จำไว้ในเรื่องอะไร ก็คิดไปในเรื่องนั้น เพียงแต่ว่า จะคิดด้วยกุศล หรืออกุศล ซึ่งเพราะอาศัยกิเลสเป็นปัจจัย ก็ทำให้คิดไปในเรื่องราวต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวและ คิดเรื่องตนเองก็ได้ แต่คิดด้วยจิตที่เป็นอกุศล ด้วยความฟุ้งซ่าน เพราะอาศัยเหตุ คือ กิเลสเป็นสำคัญ
ซึ่งกระบวนการ การเกิดการคิดนึก ก็อาศัยการเกิดขึ้นของจิต เจตสิก ทางมโนทวารวิถี ที่นึกคิดเป็นไปในเรื่อราวต่างๆ ตามความทรงจำ สัญญาที่จำไว้ โดยมี วิตกเจตสิกทำหน้าที่ตรึก นึกถึง
ความคิดนึกเป็นสภาพธรรมที่มีจริง ๆ ไม่พ้นไปจากสภาพธรรมที่เป็นนามธรรมได้แก่จิต และเจตสิกธรรมที่เกิดร่วมด้วย ที่เป็นไปทางใจ เพราะตามปกติแล้ว จิตเกิดขึ้นรู้อารมรณ์ทาง ๕ ทวาร ทวารหนึ่งทวารใดแล้ว ต่อด้วยวิถีจิตทางใจ โดยมีภวังคจิตคั่น นี้คือความเป็นจริงของธรรม หรือ แม้ไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ได้ลิ้มรส ไม่ได้ถูกต้องกระทบสัมผัส ก็คิดนึกได้ คิดถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่เคยเห็นเคยได้ยิน เป็นต้น สภาพธรรมที่คิด มีจริง เรื่องที่คิดไม่มีจริง ไม่มีใครที่จะไปบังคับบัญชา ไม่ให้สภาพธรรมหนึ่งสภาพธรรมใดเกิดขึ้นเป็นไปได้เลย เพราะธรรมเกิดเพราะเหตุปัจจัย ประโยชน์ที่ควรพิจารณา คือเข้าใจสภาพธรรมที่มีจริง ๆ ในขณะนี้ ไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่ใดก็ตาม ที่สำคัญต้องมีการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมค่อย ๆ สะสมความเข้าใจถูก เห็นถูกไปเรื่อย ๆ ไม่ขาดการฟังพระธรรม
ไม่มีใครที่จะไปสะกัดกั้นความคิดนึกได้ เพราะธรรมเกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น ถ้าบังคับได้ ทุกคนก็จะคิดแต่สิ่งที่ดี ๆ ไม่คิดเบียดเบียนประทุษร้ายผู้อื่น ไม่คิดที่จะว่าร้ายผู้อื่นเป็นต้น แต่ทำไมบางคนก็คิดดี บางคนก็คิดไม่ดี ก็เพราะสะสมมาต่างกัน ธรรมเมื่อได้เหตุได้ปัจจัยก็เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ ในเมื่อธรรมมีอยู่ตลอด ไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหน ก็ควรที่จะได้ประโยชน์ จากการที่มีธรรมอยู่ตลอด นั่นก็คือความเข้าใจถูก เห็นถูกในสภาพธรรมที่มีจริง ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา นี้แหละคือสิ่งที่สำคัญ ไม่ใช่เป็นการไปหาวิธีที่จะไม่คิด แต่เป็นการเข้าใจความจริง และอีกประการหนึ่ง ความเข้าใจพระธรรม ก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนจากที่เคยคิดไม่ดีเป็นคิดดีขึ้น คล้อยตามความเข้าใจที่ค่อย ๆ เจริญขึ้น ดังนั้น ความคิดที่ถูกต้อง จึงเป็นองค์หนึ่งในมรรคมีองค์ ๘
เมื่อมีเหตุปัจจัยก็คิดนึก เป็นธรรมดา แม้แต่พระอรหันต์ท่านก็คิดนึก ไม่ได้เกิดสติตลอดเวลา ซึ่งเป็นธรรมดาของสภาพธรรม และวิถีจิตที่จะต้องเป็นอย่างนั้น แม้ปุถุชน ผู้อบรมปัญญา แม้เกิดปัญญา และ ดับไป คิดนึกก็เกิดต่อได้ และ แม้อกุศลก็เกิดต่อได้เป็นธรรมดา แสดงถึงความเป็นอนัตตาของสภาพธรรม หนทางที่ถูก จึงไม่ใช่หนทางที่จะทำ แต่เป็นหนทางที่เข้าใจด้วยการฟัง ศึกษาพระธรรมต่อไป ธรรมจะทำหน้าที่เอง การระลึกรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง เป็นเรื่องของความเข้าใจที่ค่อย ๆ เจริญขึ้น จากการที่ได้ฟังเรื่องของสภาพธรรมที่มีจริง ๆ ในขณะนี้ เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม ก็เกื้อกูลให้สติปัญญาเกิดขึ้น เข้าถึงสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ แต่ก็ไม่ใชว่าจะเกิดขึ้นเป็นไปได้โดยง่าย ๆ เพราะสะสมความไม่รู้มานาน จึงต้องสะสมสิ่งที่จะขัดเกลาความไม่รู้ เป็นอย่างมากและยาวนานเช่นเดียวกัน ซึ่งก็คือสะสมความเข้าใจถูก เห็นถูก
บางท่านคิดว่าการรู้ทันความคิดหยุดความคิด เป็นหนทางที่จะดับกิเลส ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย แม้บุคคลในสมัยก่อนพุทธการ เจริญความสงบจนถึงฌาน ดับความคิดจนหมด ก็ไม่สามารถดับกิเลสอะไรได้ การไม่ได้ฟังไม่เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็มีความเห็นผิดเชื่อตามๆ กันไป แต่การฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าให้เข้าใจแล้วเดินไปในทางที่ถูกต้องคือมรรคมีองค์ ๘ เท่านั้น จึงจะละกิเลสได้ในที่สุด เป็นไปไม่ได้ที่จะละกิเลสด้วยความไม่รู้.