บุญคืออะไร

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงธรรมแล้วๆ เล่าๆ ถึงสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ จนกว่าผู้นั้นจะเกิดปัญญา ทรงมีพระมหากรุณาอย่างยิ่ง เพราะเขาไม่รู้ เพราะฉะนั้น ก็ทรงแสดงโดยละเอียดโดยประการทั้งปวงสิ้นเชิง เพื่อเขาจะเข้าใจ เมื่อเขาเข้าใจแล้วเขาก็เป็นผู้ที่ปลอดโปร่งจากการหลงผิด เพราะเขารู้ว่าอะไรเป็นเหตุที่แท้จริงที่จะทำให้เกิดความทุกข์ ถ้ายังมีเหตุที่จะทำให้เกิดทุกข์แล้วไม่รู้ ก็เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ต่อไป

บุญคืออะไร

ชาวพุทธส่วนใหญ่เข้าใจว่า บุญคือการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น การไหว้พระ ๙ วัด การสวดมนต์ การทำสมาธิ การสร้างวัด การทอดกฐิน ทอดผ้าป่า สร้างพระองค์ใหญ่ๆ บวชพระ หรือพิธีกรรมต่างๆ ฯลฯ แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่าบุญจริงๆ นั้นคืออะไร
ก่อนที่จะได้ฟังพระธรรม ทุกคนก็มีทั้งกุศลและอกุศล แน่นอน มีการให้ทาน มีการรักษาศีล แต่ว่าเข้าใจสิ่งที่มีในขณะนี้หรือไม่ เพราะฉะนั้น ความต่างของการเพียงแต่ว่า ต้องการบุญ คือ สิ่งที่ดี เพราะเพียงรู้ว่า เมื่อมีกุศลซึ่งเป็นเหตุ ก็ย่อมนำมาสู่ผลที่ดี คือ กุศลวิบาก แต่ว่าไม่ได้มีความเข้าใจอะไร เพราะฉะนั้น ผู้ใดก็ตามที่ได้ฟังพระธรรม สิ่งที่จะได้ฟัง คือความเห็นถูกความเข้าใจถูก ในสิ่งที่บุคคลนั้นไม่รู้ไม่เข้าใจมาก่อน แม้แต่บุญคืออะไร เป็นเราดี เราทำดี แล้วเราก็จะได้มีความสุข มีผลของบุญ นั่นคือไม่รู้จักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพียงแต่ความเข้าใจในเหตุและผลว่า เมื่อเหตุดี ผลก็ต้องดี ถ้าเหตุไม่ดี ผลก็ไม่ดี เท่านั้นเอง แต่ไม่มีความเข้าใจ เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคก็ทรงแสดง ให้รู้ตามความเป็นจริงว่า แม้ว่าจะเป็นบุญ หรือว่าทำบุญ หรือว่าได้บุญ กันยังไงตามความคิด ความเข้าใจแต่ก็ไม่ได้รู้จักสภาพธัมมะตามความเป็นจริง ซึ่งการที่สามารถจะเข้าใจสิ่งที่มีในขณะนี้ ถูกต้องตามความเป็นจริง เป็นบุญเหนือบุญทั้งหลาย เพราะเหตุว่าบุญอื่นๆ ไม่สามารถ ที่จะทำให้มีความเห็นที่ถูกต้องในสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏ
บุญ เป็นสภาพธรรมที่มีจริง เป็นนามธรรม ขณะใดที่จิตปราศจากโลภะ โทสะ โมหะ ปราศจากกิเลสทั้งหลาย ขณะนั้นเป็นบุญ เป็นสภาพธรรมที่ชำระจิตให้สะอาด จากที่เป็นอกุศล ก็ค่อย ๆ เป็นกุศลขึ้นในชีวิตประจำวัน ซึ่งก็ไม่พ้นไปจากขณะที่จิตเป็นกุศล เป็นไปในทาน เป็นไปในศีล เป็นไปในการอบรมเจริญความสงบของจิต และเป็นไปในการอบรมเจริญปัญญา โดยที่ไม่มีตัวตนที่จะไปทำบุญ เพราะบุญอยู่ที่สภาพจิต จิตเป็นกุศลเป็นบุญ ในทางตรงกันข้าม ถ้าจิตเป็นอกุศล ย่อมไม่ใช่บุญเลยแม้แต่น้อย
บุญ ย่อมเกิดขึ้น เจริญขึ้นในขณะที่จิตเป็นกุศล ขณะใดที่จิตเป็นอกุศล หรือตรึกไปด้วยอกุศลวิตกประการต่าง ๆ เป็นไปกับความติดข้องต้องการหรือเป็นไปกับความโกรธ ขุ่นเคืองใจ ไม่พอใจ ขณะนั้นบุญไม่เจริญ และไม่ใช่บุญ แต่เมื่อใดที่สติเกิดระลึกได้เป็นไปในความดีประการต่าง ๆ ทั้งในเรื่องของทาน การให้วัตถุสิ่งของเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ในเรื่องของศีล การวิรัติงดเว้นจากทุจริตกรรม และการน้อมประพฤติในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม ในเรื่องความสงบของจิต คือสงบจากอกุศลและในการอบรมเจริญปัญญา เมื่อนั้นบุญย่อมเจริญ ซึ่งไม่จำกัดเลย เพราะการกระทำบุญไม่ใช่มีแต่เฉพาะทานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น มีถึง ๑๐ ประการด้วยกัน คือ ทาน ศีล ภาวนา อปจายนะ (การอ่อนน้อม) เวยยาวัจจะ (กระทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น) ปัตติทาน (การอุทิศส่วนกุศล) ปัตตานุโมทนา (ยินดีในกุศลของผู้อื่น) ธัมมเทศนา (การแสดงธรรม) ธัมมัสสวนะ (การฟังธรรม) ทิฏฐุชุกัมม์ (การกระทำความเห็นให้ตรงตามสภาพธรรม)
ดังนั้น การทำบุญ หรือการเจริญกุศลนั้น ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องไปที่วัดหรือจะต้องทำกับพระภิกษุเท่านั้น เพราะได้เข้าใจแล้วว่า บุญคืออะไร ขณะไหน สำหรับบุคคลผู้ที่เห็นประโยชน์ของบุญ ซึ่งเป็นความดีประการต่าง ๆ อันจะเป็นไปเพื่อการขัดเกลากิเลสของตนเองนั้น ก็จะไม่ละเลยโอกาสในการเจริญกุศลประการต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เพราะถ้ากุศลไม่เกิด ก็จะเป็นโอกาสให้อกุศลเกิดพอกพูนหนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ และควรที่จะได้พิจารณาว่า เกิดมาแล้ว ทุกคนต้องละจากโลกนี้ไปอย่างแน่นอน แต่จะจากไปพร้อมกับกิเลสที่มีมาก ๆ หรือจะจากไปพร้อมกับกุศลและปัญญาที่ได้อบรมเจริญในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่
ดังนั้น บุญคือขณะที่จิตที่เป็นกุศลเท่านั้น ไม่ได้อยู่ที่การกระทำหรือพิธีกรรม บุญหรือกุศลเกิดขึ้นจะมีปัญญาเกิดร่วมด้วยหรือไม่เกิดก็ได้ แต่ที่สำคัญต้องรู้ว่า บุญ เป็นธรรมะ เกิดขึ้นเพาะเหตุปัจจัย เป็นอนัตตา ไม่มีเราที่ทำบุญ.

Related posts

ความเห็นผิด

จะอยู่ในโลกนี้อีกไม่นาน

แสวงหา