ปัญญาสามารถที่จะรู้แจ้งประจักษ์ในลักษณะของสภาพธรรมที่ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตนจริงๆ ก็จะต้องอาศัยการฟังเรื่องของสภาพธรรม จนเข้าใจขึ้น จนสติระลึกเมื่อไร ปัญญาที่เคยสะสมอบรมมามากพร้อมแล้ว ก็ย่อมจะทำให้ประจักษ์แจ้งในลักษณะของสภาพธรรมนั้นๆ ได้
ทางพ้นทุกข์มีทางเดียว
ทางที่เร็วที่สุดก็ยังคงเป็นทางเดียวอยู่นั่นเอง คือ การฟังธรรมต่อไป จะไม่มีทางอื่นเลย จะเห็นได้ว่า พระผู้มีพระภาคไม่ได้ทรงแสดงข้อปฏิบัติอื่นเช่น ให้ไปนั่ง หรือให้ไปยืน หรือให้ไปทำอะไรเป็นชั่วโมง นาที แต่ว่าข้อความทั้งหมดจะแสดงว่า การตั้งอยู่ในอรหัตผลย่อมมีได้ ด้วยการศึกษาโดยลำดับ และการศึกษาโดยลำดับ ไม่ใช่ว่าให้ทำอย่างอื่น นอกจากเกิดศรัทธาแล้วย่อมเข้าไปใกล้ เมื่อเข้าไปใกล้ ย่อมนั่งใกล้ เมื่อนั่งใกล้ ย่อมเงี่ยโสตลงสดับ เป็นเรื่องของการฟังและการพิจารณา และธรรมที่ได้ฟังก็ทนต่อการพิสูจน์ แต่บุคคลใดก็ตาม ศรัทธาก็ดี การเข้าไปใกล้ก็ดี การนั่งใกล้ก็ดี การเงี่ยโสตลงสดับก็ดี การฟังธรรมก็ดี การพิจารณาเนื้อความก็ดี ธรรมอันทนได้ซึ่งความพินิจก็ดี ฉันทะก็ดี อุตสาหะก็ดี การไตร่ตรองก็ดี การตั้งความเพียรก็ดีนั้นๆ ไม่ได้มีแล้ว
บางท่านแม้จะรู้ว่าข้อปฏิบัตินั้นไม่ทำให้ปัญญาเกิด แต่เมื่อหมู่คณะปฏิบัติก็ปฏิบัติตาม หรือเพื่อนฝูงชักชวน ก็กระทำตาม เพราะเหตุว่า ผู้ที่แสดงหนทางข้อปฏิบัตินั้น เป็นผู้มีชื่อเสียง หรือมีคนนับถือยกย่อง เมื่อมีเพื่อนฝูงมิตรสหายที่มีความเห็นอย่างนั้น เข้าใจอย่างนั้นว่า ปฏิบัติแล้วจะทำให้เกิดปัญญา แม้พิจารณาเห็นว่า ไม่ทำให้เกิดปัญญา แต่ก็ยังตามไปปฏิบัติ ก็มี
ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นผู้ที่เห็นได้ว่า ถ้าไม่จริงใจต่อการรู้แจ้งอริยสัจธรรมแล้ว ย่อมมีความพอใจในลาภบ้าง ในยศบ้าง ในชื่อเสียงบ้าง ชักชวนให้ไปสู่ข้อปฏิบัติ ที่ไม่ทำให้ละกิเลส ถ้ามีผู้บอกว่า ปฏิบัติเลย ไม่ต้องศึกษา ไม่ต้องเข้าใจอะไรเลย กับมีผู้ที่บอกว่า ให้ศึกษาให้เข้าใจก่อน แล้วก็ควรพิจารณาว่า อะไรเป็นเหตุเป็นผลที่ถูกต้อง จะเชื่อใคร
นี่ก็ต้องเป็นผู้พิจารณาด้วยตนเอง และถ้าจะยอมเชื่อใคร ก็จะต้องพิจารณาว่า เพราะอะไร เพราะเหตุว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ที่มีชื่อเสียง หรือว่าบุคคลนั้นเป็นผู้มีเหตุผลสามารถทำให้เข้าใจพระธรรมได้
สมัยนี้เป็นยุคสมัยที่แต่ละบุคคลต้องช่วยตัวเอง เพราะเหตุว่า ถ้าไม่พิจารณาข้อปฏิบัติจริง ๆ ย่อมจะหลงไปสู่หนทางที่ไม่ทำให้เกิดปัญญา แม้ในสมัยของพระผู้มีพระภาค ก็มีผู้ที่แสดงหนทางผิด แล้วก็มีผู้ประพฤติตามผู้ที่แสดงหนทางผิดๆ นั้นด้วย
การศึกษาธรรมะเพื่อให้ปัญญาเกิด รู้ตามความเป็นจริง ก็ยากมากพออยู่แล้ว หากไม่พิจารณาให้ละเอียด ด้วยเหตุด้วยผล ไปทำอย่างอื่น ที่ไม่เกิดปัญญาก็เดินออกนอกทาง เสียเวลาไปทุกขณะ คนส่วนใหญ่มักเป็นผู้ที่เชื่อง่าย ใครบอกอะไรก็เชื่อ โดยไม่พิจารณา ดังนั้นควรที่จะเป็นผู้ที่มีการพิจารณา ไตร่ตรองด้วยเหตุและผล ก่อนที่จะเชื่อ และนำไปปฏิบัติตาม ด้วยความเข้าใจถูก เห็นถูกตามลำดับ
พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้นั้น เป็นสิ่งที่มีจริง มีจริงขณะที่กำลังปรากฏจึงสามารถพิสูจน์ได้สำหรับผู้ที่ต้องการรู้ความจริง ก็ต้องฟังธรรมให้เข้าใจความจริงที่กำลังปรากฏ ซึ่งก็ไม่พ้นสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏในชีวิตประจำวัน เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น คิดนึก ฯลฯ แต่เพราะธรรมที่มีจริงนั้น ลึกซึ้ง ยากที่จะรู้ตามได้ พระไตรปิฎกก็กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงขณะนี้ ไม่ว่าใคร อาจารย์ ครูที่สอนพระธรรมซึ่งในปัจจุบันนี้มีมากมาย แต่ดูเหมือนว่าไม่ได้สอนให้เราเข้าใจความจริงที่มีอยู่จริงๆ ในขณะนี้ซึ่งก็ไม่พ้นเห็น ได้ยิน ฯ และ คิด เราจึงควรพิจารณาด้วยความรอบคอบ ไตร่ตรองตามด้วยเหตุและผล
เพราะฉะนั้น ก็มีหนทางเดียวจริงๆ คือฟังพระธรรมศึกษาพระธรรมไปเรื่อยๆ พร้อมกับสติระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามปกติ ตามความเป็นจริง ไม่มีหนทางอื่น เพราะเหตุว่า การฟังเหมือนกับเครื่องมือ หรือเครื่องประกอบ ในการที่จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามต้องมีอุปกรณ์ เครื่องใช้ เครื่องมือต่างๆ แม้แต่ในการที่จะทำอาหาร ปรุงอาหาร ก็ต้องมีอาหารต่างๆ พร้อมจึงจะทำได้ฉันใด การที่สติระลึก แล้วปัญญาสามารถที่จะรู้แจ้งประจักษ์ในลักษณะของสภาพธรรมที่ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตนจริงๆ ก็จะต้องอาศัยการฟังเรื่องของสภาพธรรม จนเข้าใจขึ้น จนสติระลึกเมื่อไร ปัญญาที่เคยสะสมอบรมมามากพร้อมแล้ว ก็ย่อมจะทำให้ประจักษ์แจ้งในลักษณะของสภาพธรรมนั้นๆ ได้.