ชีวิตเป็นไปตามการสั่งสม

กุศลและอกุศลซึ่งสั่งสมมา เป็นปกตูปนิสสยปัจจัย ที่ทำให้แต่ละบุคคลในโลก มีอัธยาศัยที่แตกต่างกันไป การสั่งสมในทางกุศล บางท่านเป็นผู้สนใจเพียงในการให้ทาน บางท่านก็สนใจในการรักษาศีล บางท่านก็สนใจใน การอบรมเจริญความสงบ บางท่านก็สนใจในศึกษาพระธรรม แต่บางท่านก็ไม่สนใจ การสั่งสมในทางอกุศล บางท่านเป็นผู้มักโกรธ บางท่านสะสมของ บางท่านชอบกินชอบเที่ยว ก็เป็นไปตามการสั่งสมทั้งสิ้น

ชีวิตเป็นไปตามการสั่งสม

จิตเป็นสภพธรรมที่มีจริง เป็นสภาพธรรมที่รู้ และอีกความหมายหนึ่ง จิตเป็นสภาพธรรมที่สะสม คือ สะสมทั้งฝ่ายที่ดี (กุศล) ละฝ่ายที่ไม่ดี (อกุศล) ดังนั้นขณะใดที่จิตคิดเป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้างและจิตนั้นดับไป หรือ ความคิดนึกนั้นดับไป ก็สะสมสิ่งนั้น ความคิดแบบนั้นต่อไปในจิตดวงต่อๆไป ให้เป็นผู้มีความคิดแบบนั้นอีก มีนิสัยแบบนั้นอีก ดังนั้นในชาติปัจจุบัน เป็นผู้มีความคิดแบบใด ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ นั่นก็เท่ากับว่าในอดีตก็เคยสะสมความคิดแบบนั้นมาก่อน จึงเกิดความคิดแบบนี้ในปัจจุบันเช่นกัน เช่น คนที่มักโกรธในชาตินี้ อะไรโกรธ เป็นสภาพธรรมที่เป็นจิตที่โกรธเกิดขึ้น ความโกรธ อุปนิสัยมักโกรธจะมีไม่ได้เลย ถ้าไม่เคยสะสมความโกรธมาในอดีต คือ มีความโกรธเกิดขึ้น คือ มีจิตที่เป็นโทสะเกิดขึ้นบ่อยๆในอดีต จนเป็นปัจจัยที่มีกำลังทำให้มีความคิดที่จะโกรธง่าย เป็นคนนิสัยโกรธง่าย อันเกิดจากความโกรธที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ในอดีตนั่นเอง ดังนั้น ความคิดอย่างไรในปัจจุบันที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นความคิดที่ดี หรือไม่ดี ก็ไม่พ้นจากการสะสมมาในอดีตทั้งหมด
ความหวังดี ก็เป็นสภาพธรรม คือ ความเมตตา ดังนั้นเพราะมีการสะสมความหวังดีเอาไว้ในอดีต ในจิตดวงก่อนๆ ที่เคยมีเมตตา เคยมีความหวังดี ปัจจุบันก็สามารถเกิดความหวังดี เมตตากับบุคคลอื่นๆ สัตว์อื่นได้ ดังนั้นความหวังดีที่เกิดขึ้นก็ไม่พ้นจากการสะสสมมาในอดีตเช่นกัน
ความรู้สึกท้อแท้ที่เกิดขึ้น คือ ความรู้สึกไม่สบายใจในขณะนั้น จึงเป็นสภาพธรรมที่เป็นโทสะ ดังนั้นเพราะมีการสะสมในอดีตเช่นกัน ที่เคยเกิดโทสะ เคยเกิดความท้อแท้ มาปัจจุบันเมื่อพบเหตุการณ์ที่เป็นปัจจัยให้เกิดความรู้สึกท้อแท้ขึ้นมาอีกก็เกิดขึ้นได้เพราะเคยสะสม เคยเกิดความรู้สึกท้อแท้ที่เป็นโทสะในอดีตเช่นกัน ไม่พ้นการสะสมมาในอดีตที่เป็นจิตที่เกิดขึ้น จะเห็นว่าไม่ใช่สะสมสิ่งที่ดีเท่านั้น แม้สิ่งที่ไม่ดีก็สะสมมาด้วย
     การคิดในทางที่ดี ที่จะทำดีต่อไป การคิดได้เช่นนี้ ถ้าไม่เคยคิดอย่างนี้มาในอดีต หรือในอดีตชาติก็ได้ ก็จะไม่มีความคิดที่จะทำดีต่อไปเกิดขึ้นเลย เพราะฉะนั้นแม้การตั้งใจทำความดี ก็คือเป็นการสะสมความคิดที่ดีในอดีตที่เคยคิดอย่างนี้มาก่อนนั่นเอง ซึ่งความคิดที่ดีเช่นนี้ก็เกิดที่จิต เพราะฉะนั้นสภาพธรรมที่สะสม คือจิตนั่นเองก็แล้วแต่จะสะสมความคิดที่ดีและไม่ดี แต่ก็ต้องสะสมมาจนถึงปัจจุบันและอนาคต ตราบใดที่ยังไม่สามารถดับกิเลส ไม่เกิดอีก ก็สะสมทั้งความคิดที่ดีหรือไม่ดีต่อไป
  ความคิดที่ดีในพระพุทธศาสนาจึงมีหลายระดับ แต่ความคิดที่ดีจะเจริญขึ้นและถูกต้องขึ้น ก็ต้องอาศัยการฟังพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จะทำให้เกิดจิตที่ดีที่เป็นกุศลและ คิดดีแค่นี้ยังไม่พอ หากให้มีการเจริญขึ้นของสิ่งที่ดี ประเสริฐ คือ ปัญญา เมื่อปัญญาเจริญขึ้น ความคิดที่ดี กุศลประการต่างๆ ก็เจริญขึ้นตามปัญญาที่เจริญขึ้นนั่นเอง ดังเช่นที่ว่า สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบที่เป็นปัญญา ย่อมเป็นปัจจัยให้เกิด สัมมาสังกัปปะ (ความคิดชอบ) เพราะฉะนั้นการฟังพระธรรมของพระพุทธเจ้าก็จะทำให้เจริญปัญญา และเกิดความคิดที่ดี สะสมสิ่งที่ดีต่อไป จนเป็นปัจจัยให้สละ ละคลายความคิดที่ไม่ดีคือกิเลสทีละน้อยจนดับได้หมดนั่นเอง คิดดีที่จะทำความดีต่อไป แต่ไม่ลืมที่จะฟังพระธรรมเพื่อสะสมความคิดดี.

Related posts

ความเห็นผิด

จะอยู่ในโลกนี้อีกไม่นาน

แสวงหา