ความเพียรเพื่อการล่วงทุกข์

หากมีความเพียร แต่ไม่มีปัญญา ก็เป็นความเพียรผิด ที่เพียรไปในทางอกุศลธรรมก็ได้ ที่สำคัญ คือจะต้องมีปัญญา ความเข้าใจถูก เห็นถูก เพราะอาศัยปัญญา ก็ทำให้มีความเพียรที่ถูกต้อง ที่เรียกว่า สัมมาวายามะ เพราะอาศัย สัมมาทิฏฐิ ที่เป็นความห็นถูก เป็นสำคัญ

ความเพียรเพื่อการล่วงทุกข์

    ความเพียร ว่าโดยสภาพธรรมแล้ว คือ วิริยะเจตสิก เกิดกับจิตได้ทุกชาติตามควรแก่จิตประเภทนั้นๆ ดังนั้นเพียรที่เป็นกุศลก็มี เพียรที่เป็นอกุศลก็มี
     พระธรรมเป็นเรื่องละเอียดมาก ความเข้าใจพระธรรม จึงต้องศึกษาด้วยความละเอียดให้สอดคล้องทั้ง ๓ ปิฎก ดังนั้นเมื่อศึกษาพระอภิธรรม ก็เข้าใจว่า ไม่มีตัวตน ไม่มีเรา มีแต่ธรรม และเป็นอนัตตา คือ ไม่สามารถบังคับบัญชาได้ ทุกอย่างต้องอาศัยเหตุปัจจัยจึงเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น จึงไม่มีเรา ไม่มีบุคคลที่จะล่วงทุกข์ ที่จะทำความเพียร แต่เป็นหน้าที่ของธรรมที่จะทำให้ละกิเลสได้ 
     ความเพียรที่เป็น วิริยะเจตสิก เกิดกับจิตเกือบทุกประเภท แม้ในขณะที่อกุศลจิตเกิดก็มีความเพียรเป็นไปในอกุศล ในขณะนี้ โดยไม่รู้ตัวเลย มีความเพียรเกิดอยู่ ที่เป็นวิริยะเจตสิก ไม่ต้องทำความเพียร ก็มีความเพียรเกิดแล้ว เกิดกับจิตเกือบทุกขณะ จึงไม่มีเราไม่มีตัวตนที่จะทำความเพียร ให้ความเพียรเกิดขึ้นเลย
     สำหรับความเพียรที่เป็นไปในการอบรมเจริญสติปัฏฐาน ที่เป็นหนทางบรรลุนั้น ต้องเป็นความเพียร ที่เป็นไปกับกุศลที่ประกอบด้วยปัญญา เพียรที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้ และประการที่สำคัญ ขณะที่สติปัฏฐานเกิดขึ้น วิริยเจตสิก ที่เกิดขึ้นแล้ว พร้อมด้วยโสภณธรรมอื่นๆ มีศรัทธา หิริ โอตตัปปะ เป็นต้น รวมถึงสติ และปัญญาด้วย ในขณะนั้นก็เป็นไปเพื่อกำจัดความติดข้อง กำจัดความขุ่นเคืองใจ เป็นการเผาผลาญกิเลส เพราะขณะนั้นจิตเป็นกุศลที่ประกอบด้วยปัญญา กิเลส อกุศลธรรมไม่สามารถเกิดขึ้นได้
     สำคัญที่สุด หากมีความเพียร แต่ไม่มีปัญญา ก็เป็นความเพียรผิด ที่เพียรไปในทางอกุศลธรรมก็ได้ ที่สำคัญ คือจะต้องมีปัญญา ความเข้าใจถูก เห็นถูก เพราะอาศัยปัญญา ก็ทำให้มีความเพียรที่ถูกต้อง ที่เรียกว่า สัมมาวายามะ เพราะอาศัย สัมมาทิฏฐิ ที่เป็นความห็นถูก เป็นสำคัญ
     เพราะฉะนั้นบุคคลในสมัยพุทธกาล ท่านสะสมปัญญามาด้วย มีความเพียรที่ถูกต้องพร้อมปัญญา และ ผู้นั้นสะสมอุปนิสัยที่มากไปด้วยความเพียร และเข้าใจหนทางถูกแล้ว จึงปฏิบัติตามอัธยาศัยของท่าน มีการเดินจงกรม จนเท้าแตก ไม่นอนทั้งคืน เหล่านี้ล้วน เป็นเรื่องของอุปนิสัยและความเข้าใจถูก แต่ก็มีบุคคลจำนวนมากที่บรรลุธรรมโดยไม่ได้ทำอย่างนั้น เช่น ท่านพระพาหิยะ นางวิสาขาและบุคคลอื่นๆ อีกมากมาย โดยท่านเหล่านั้นฟังธรรม และก็บรรลุธรรม ขณะนั้นก็มีความเพียรแล้ว ในขณะที่เข้าใจ ประจักษ์แจ้งตามความเป็นจริง เพราะมีวิริยะเจตสิก ที่เป็นสัมมาวายามะ ที่เกิดร่วมกับปัญญา โดยไม่ต้องไปทำความเพียร แต่มีความเพียรที่เป็นธรรมไม่ใช่เรา เกิดกับปัญญา  
     ไม่ว่าจะกล่าวถึงอะไร ก็ไม่พ้นไปจากธรรม แม้แต่ที่กล่าวถึงความเพียร ก็ไม่พ้นไปจากธรรม   เพราะเป็นสภาพธรรมที่มีจริงๆ ไม่มีตัวตนที่ไปทำความเพียร เพราะความเพียรเป็นธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัย ไม่มีใครบังคับบัญชาได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะเพียรไปทางใด ระหว่างเพียรถูก กับเพียรผิด ซึ่งเป็นไปตามการสะสม ของแต่ละบุคคลจริงๆ
     ความเพียร เป็นสภาพธรรมที่มีจริง เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไปเกิดร่วมกับจิตเกือบทุกประเภท เช่น ในขณะที่ฟังพระธรรม ขณะที่ให้ทาน รักษาศีล เป็นต้น ก็มีความเพียรเกิดร่วมด้วย หรือ แม้กระทั่งขณะที่อกุศลจิตเกิด ไม่พอใจ ขุ่นเคืองใจโกรธ หรือ ติดข้องยินดีพอใจ เป็นต้น ก็มีความเพียรเกิดร่วมด้วย ความเพียรจึงมีทั้งเพียรที่เป็นกุศล และเพียรที่เป็นอกุศล ดังนั้นจึงควรพิจารณาว่า ความเพียรใดๆ ก็ตาม ถ้าหากว่าเมื่อเพียรไปแล้วเป็นไปเพื่อความเจริญขึ้นของอกุศล ทำให้กุศลธรรมเสื่อมไป ความเพียรนั้นไม่ควรเริ่ม ไม่ควรประกอบ ในทางตรงกันข้ามความเพียรใดๆ ถ้าหากว่าเมื่อเพียรไปแล้ว เป็นไปเพื่อความเจริญขึ้นของกุศลธรรมทำให้อกุศลธรรมเสื่อมไป ความเพียรนั้น ควรเริ่มควรประกอบ
     สำหรับในชีวิตประจำวัน ที่จะเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล คือความเพียรที่เป็นไปกับการศึกษาพระธรรม ฟังพระธรรม อบรมเจริญปัญญา   พร้อมทั้งเจริญกุศลทุกๆ ประการ เพื่อขัดเกลากิเลสในชีวิตประจำวัน เป็นความเพียรที่ควรประกอบ ควรอบรมให้มีขึ้นเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งจะคล้อยไปสู่การดับกิเลสพ้นจากทุกข์ได้ในที่สุด.

ธรรม
ประจำวันนี้ จากพระไตรปิฎก

จริต ๖
คือ ลักษณะ อุปนิสัย และ พฤติกรรมพื้นฐาน ของ มนุษย์ บนโลกใบนี้

พูดไปแล้ว ๒ ข้อ วันนี้
๓.โมหะ จริต
แปลว่า ผู้คนที่มีจิตใจ หนักไปในทาง เขลา เชื่องช้า

มีจุดเด่น คือ เป็นคนว่าง่ายทน ไม่เอาเรื่องกับใคร สบายๆ ไม่ค่อยจะมีเรื่องกับใคร
กรรมฐาน ที่เหมาะกับคนกลุ่มนี้ คือ อานาปานสติ ดูลมหายใจ เป็น กรรมฐาน

มีจุดด้อย
หรือจุดอ่อน คือ ขาดความมั่นใจ ตัดสินใจไม่เด็ดขาด เชื่อคนง่ายเกินไป

๔.วิตก จริต
แปลว่า ผู้คนที่มีจิตใจ หนักไปทาง ฟุ้งซ่าน กังวล

มีจุดเด่นคือ
เป็นคนที่มีความรอบเป็นพิเศษ วิเคราะห์เก่ง คิดการไกล มีความระมัดระวังตัวสูง

กรรมฐานที่เหมาะกับคนประเภทนี้ คือ การดูลมหายใจ เข้าออก หรือ อานาปานสติ

มีจุดด้อย
หรือ จุดอ่อน คือ เป็นคนคิดมาก วิตกกังวาลเกินเหตุ ลังเลสงสัย นอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิท บ่อยๆ

๕.สัทธา จริต
แปลว่า ผู้คนที่มี จิตใจ หนักไปทาง มีศรัทธาแรงกล้า

มีจุดเด่นคือ เป็นคนที่มีความ เลื่อมใส ไม่ละแวงเต็มเปี่ยมล้น ในพระพุทธศาสนา ไม่มีความ สงสัย มีจิตใจอ่อนโยน ซื่อสัตย์ มีสัมมาคาราวะ

กรรมฐาน ที่เหมาะสมกับคนกลุ่มนี้ คือระลึกถึง พระพุทธคุณ

๖.พุทธิ จริต
แปลว่า บุคคลผู้มีใจ หนักไปทาง มีปัญญาแหลมคม

มีจุดเด่น คือ
ชอบใช้เหตุผล เรียนรู้เร็ว มีไหวพริบ วิเคราะห์หาความจริง ควรเลือกใช้ กรรมฐาน คือ ดูความตายเป็นพื้นฐาน

มีจุดด้วย
หรือ จุดอ่อน คือเป็นคน ดื้อเงียบ มักมั่นใจตัวเองสูงกว่าที่ตนมีอยู่ ไม่ค่อยจะยอมรับนับถือใคร ง่ายๆ

ครบ ๖ ข้อ แล้ว นะครับ
ก็เหมือนเดิม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ก็ต้องหันมามองตัวเอง พิจารณา ตัวเอง วิจารณ์ตัวเอง ไม่เข้าข้างตัวเอง

ว่า เรา มีจริตอะไรบ้าง อาจมีหลายข้อ ก็เป็นได้ ไม่ผิดอะไร

แต่
สุดท้ายของชีวิต ต้องปรับจริตของเรา ให้ไปอยู่ใน พุทธิจริต ข้อที่ ๖

Related posts

สังฆทานถังเหลือง

ความฉลาดที่เป็นปัญญา

อัตตานุทิฏฐิ