ความหมายของคำว่าธรรมหรือธัมมะ

ควรที่จะเห็นความเป็นประโยชน์อย่างยิ่งของการที่จะได้เข้าใจพระธรรม แต่ขอให้เป็นผู้ที่ไม่ประมาทในการฟังพระธรรม เพราะว่าเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งจะต้องไตร่ตรอง ศึกษา ครบถ้วน ในความถูกต้อง มิฉะนั้น ก็คลาดเคลื่อน ถ้าเข้าใจผิดไป ก็เป็นภัยอย่างยิ่ง

ความหมายของคำว่าธรรมหรือธัมมะ

     คำว่า ธรรม หรือ ธัมมะ มีหลายหลายนัยและหลายความหมาย ซึ่งพออธิบายได้ดังนี้
ในคำว่า ธมฺมํ นี้ ธัมมศัพท์นี้ ใช้กันในอรรถทั้งหลายมี ปริยัตติ สมาธิ ปัญญา ปกติ สภาวะ สุญญตา บุญ อาบัติ เญยยะ และจตุสัจจธรรม เป็นต้น ดังนั้น ธรรมจึงมีหลายความหมาย
๑. ธรรม หมายถึง ปริยัติ เช่น พระไตรปิฎก มี วินัยปิฎก สุตตันตปิฎก อภิธรรมปิฎก ก็ชื่อว่า ธรรม
๒. ธรรม หมายถึง ปัญญา
๓. ธรรม หมายถึง ปกติ เช่น มีความแก่เป็นปกติ เกิดเป็นปกติ ตายเป็นปกติ
๔. ธรรม หมายถึง สภาวะ คือ ลักษณะของสภาพธัมมะ ของสภววะธรรมต่างๆ เช่น สภาวะธรรมของกุศล อกุศล กิริยา
๕. ธรรม หมายถึง จตุสัจจธรรม คือ อริยสัจ ๔
๖. ธรรม หมายถึง บุญ หรือ กุศล
๗. ธรรม หมายถึง บัญญัติ เรื่องราว ก็ชื่อว่า ธรรม
๘. ธรรม หมายถึง อาบัติของพระภิกษุ
๙. ธรรม หมายถึง ปัจจัยของสภาพธรรมต่างๆ ก็ชื่อว่า ธรรม
๑๐. ธรรม หมายถึง ความไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน ชื่อว่า ธรรมเช่นกัน
ตามที่เราได้ศึกษาเข้าใจกัน เข้าใจคำว่า ธรรม หมายถึง ลักษณะของสภาวธรรมที่มีจริง คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน จึงอยู่ในหมวด ที่อธิบาย คำว่าธรรมในพระไตรปิฎกใน ข้อที่ ๔ ที่อธิบาย คำว่า ธรรม คือ สภาวะ ลักษณะที่มีอยู่จริง
     จะเห็นว่า ธรรม มีหลากหลายความหมายในพระไตรปิฎก ตามที่ได้กล่าวมา ดังนั้น จึงไม่ใช่ไปปฏิเสธความหมายของธรรม ในความหมายนั้น ความหมายนี้ แต่จะต้องศึกษาและอ่านข้อความในพระไตรปิฎก หรือ เรื่องราวที่อ้างนั้นว่า ท่านมุ่งหมายให้เข้าใจ ในเรื่องนั้นว่าอย่างไร คำว่า ธรรม ก็เป็นไปตามความมุ่งหมายของพระพุทธเจ้าทรงแสดงหลากหลายนัยด้วย แต่ที่สำคัญ หากเรามีพื้นฐานที่ถูกต้องเป็นเบื้องต้น เราก็จะไม่เข้าใจความหมายของคำว่า “ธรรม” ผิด เพราะเข้าใจว่า ธรรมในความหมายต่างๆ เช่น บุญ ปัญญา ปริยัติ คำสอน บัญญัติเรื่องราว เป็นต้น ล้วนแล้วแต่จะต้องอาศัย ธรรม คือ สิ่งที่มีจริงที่มีความหมายถึง สภาวะ ลักษณะ ที่เป็นจิต เจตสิก รูป นิพพาน หากไม่มีสภาพธรรมที่มีจริงที่มี สภาวะ ลักษณะ ก็จะไม่มีบัญญัติเรื่องราว ไม่มีบุญ ไม่มีปัญญา ที่เป็นความหมายใน คำว่า ธรรมโดยนัยอื่นๆ เลย เพราะฉะนั้น หากไม่ได้ศึกษาธรรมโดยละเอียดรอบคอบ ย่อมเข้าใจคำว่า ธรรมที่เป็นสัจจะ ความจริงผิดไป จากธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง และย่อมเข้าใจคำว่า ธรรมเพียงแคบ ๆ ตามความคิดของตนเอง เช่น ธรรม คือ ธรรมชาติ ทุกๆ สิ่ง แต่ไม่ได้เข้าใจความเป็นจริงที่เป็นสัจจะ ของคำว่า ธรรม ที่เป็นสัจจะความจริง คือ มีสภาวะ ลักษณะให้รู้ คือ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน ดังนั้นถ้าเราเข้าใจความหมายที่ถูกต้องที่เป็นเบื้องต้นว่า ธรรม คือ สิ่งที่มีอยู่จริงที่มีสภาวะ ลักษณะ เมื่อได้ยินความหมาย คำว่า ธรรมในพระไตรปิฎกในความหมายอื่น ๆ ก็เข้าใจถูก และไม่ขัดกัน เพราะมุ่งแสดง คำว่า ธรรมโดยนัยอื่น แต่ถ้าไม่เข้าใจถูกในเบื้องต้น ในคำว่า ธรรม ก็จะทำให้เข้าใจผิด ในคำว่า ธรรม ตามที่พระพุทธเจ้างทรงแสดง และย่อมไม่เข้าถึงตัวธรรม คือไม่รู้ตัวจริงของสภาพธรรมในขณะนี้ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เราเพราะไม่เข้าใจเบื้องต้นจริง ๆ ที่เป็นสัจจะว่า ธรรม คืออะไร การศึกษาพระธรรมด้วยความละเอียดรอบคอบ ย่อมเกื้อกูลต่อความเห็นถูกและความเจริญขึ้นของปัญญา 
    สิ่งที่มีจริงๆ เป็นธรรม และคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นไปเพื่อความเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ก็เป็นธรรม ดังนั้นจึงสำคัญอยู่ที่ความเข้าใจถูกเห็นถูก เพราะถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง แม้จะมีธรรมอยู่ทุกขณะ แต่ก็ไม่สามารถเข้าใจได้เลย ยังมากไปด้วยความไม่รู้และสะสมความไม่รู้ต่อไปอีกนานแสนนาน
  ธรรม คือสิ่งที่มีจริงๆในขณะนี้ ไม่ว่าจะได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสทางกาย คิดนึก กุศล อกุศล ล้วนมีจริงๆ ในขณะนี้ซึ่งเป็นธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น ไม่มีเราที่แทรกอยู่ในสภาพธรรมนั้นๆ ได้เลย
  หนทางแห่งการอบรมเจริญปัญญา เป็นหนทางเดียวที่จะเป็นไปเพื่อความเข้าใจถูกเห็นถูกในสภาพธรรมที่มีจริงๆ ในขณะนี้ ตามความเป็นจริง ซึ่งจะขาดการฟังพระธรรมศึกษาพระธรรมเป็นปกติในชีวิตประจำวันไม่ได้เลยทีเดียว.

ธรรม
ประจำวันนี้ จากพระไตรปิฎก

พระสูตร
หรือ ชื่อเต็มคือ พระสุตตันตปิฏก
คือ พระธรรมเทศนา หรือ คำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ทรงแสดง แก่บุคคล และ สถานที่ ที่แตกต่างกัน แต่เนื้อหาซึ่ง เหมาะสม และ สมควร กับบุคคล ชุมชน สถานที่

มีทั้งหมด ๑๗,๕๐๕ พระสูตร
แบ่งออกเป็น ๕ นิกาย ดังนี้

๑.ฑีฆนิกาย
คือ พระสูตรที่มีเนื้อหายาว รวม ๓๔ พระสูตร แบ่งย่อยเป็น ๓ คัมภีร์ คือ
สีลขันธวรรค ๑๓ พระสูตร มหาวรรค ๑๐ พระสูตร
ปาฏิกวรรค ๑๑ พระสูตร

๒.มัชฌิมานิกาย
เป็นคัมภีร์ รวบรวม พระธรรมเทศนา ของพระพุทธเจ้า เป็นพระสูตรที่มีความยาว ปานกลาง รวม ๑๕๒ พระสูตร

๓.สังยุตตนิกาย
ในพระไตรปิฎก รวบรวมเป็น พระพุทธพจน์ ๗,๗๖๒ พระสูตร

๔.อังคุตตรนิกาย
เป็นคัมภีร์ ที่รวบรวม พระสูตร และ คำสอนของพระพุทธเจ้า
โดยเรียบเรียง ลำดับ ตามจำนวนต้วเลข มีตั้งแต่ หมวดที่ ๑ ถึง ๑๑ เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ และ นำไปปฏิบัติ มีจำนวน ทั้งหมด ๙,๕๕๗ พระสูตร

๕.ขุททกนิกาย
คือหมวดหมู่ ที่รวบรวม พระสูตร และคาถา คำสอนย่อยย่อย เบ็ดเตล็ด ที่ไม่มีอยู่ใน ๔ ข้อข้างบนนี้ รวม ๑๕ คัมภีร์ ข้อ ๕ นี้ ไม่ถือว่าเป็น พระสูตร แต่เป็น คัมภีร์

ครบ
แล้วนะครับ ชื่ออื่นอื่น ที่โผล่ออกมา ก็แยกย่อยออกมาจาก พระสูตร หลัก ข้างบน นะครับ

พระสูตร หรือ พระสุตตันตปิฎก ในศาสนาพุทธ ก็มีอยู่ แค่นี้ นะครับ

Related posts

โพธิสัตว์

อนัตตาและสุญญตา

กายในกายเป็นอย่างไร