กายในกายเป็นอย่างไร

ขอเพียงเป็นผู้เห็นประโยชน์ของการเข้าใจธรรม ซึ่งก็หมายถึงสิ่งที่มีจริงอยู่ในขณะนี้ ซึ่งไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเป็นธรรม เพราะในการฟังการศึกษาพระธรรมนั้น เป็นการศึกษาเพื่อให้เข้าใจสิ่งที่มีจริง ที่กำลังมีในขณะนี้จริง ๆ โดยไม่ไปติดที่ชื่อที่คำ ซึ่งตัวสภาพธรรมจริง ๆ

กายในกายเป็นอย่างไร

ต้องทราบก่อน ว่าทุกอย่างเป็นธรรม กายก็เป็นธรรม ขณะสัมผัส ที่กาย กระทบอ่อน หรือ แข็งลักษณะที่ อ่อน หรือ แข็ง เป็นธาตุซึ่งไม่มีใครสามารถเปลี่ยนลักษณะนั้นได้ เมื่อปัญญา รู้ลักษณะของ อ่อน หรือ แข็ง ที่กายและที่อื่น ว่า แท้จริงแล้ว ก็เป็นธาตุชนิดเดียวกัน.
 ปัญญาที่เจริญขึ้น จนคมกล้านั้น ก็ประจักษ์ว่าธาตุนั้นเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปทันที ซึ่งก็จะสามารถที่ทำให้ละคลาย การยึดถือ ธาตุนั้นว่าเป็นตัวตน นี่คือการ เห็นกายในกาย คือเห็นว่ากายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตน.
กายหมายถึง สภาพธรรม ที่ประชุมรวมกัน จึงทำให้มี ตา หู จมูก ลิ้น และ กาย หรือส่วนต่างๆ เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ฯลฯ
กาย คำที่ ๒ หมายถึงอะไร ถ้ารู้ว่าทุกคน มีตา หู จมูก ลิ้น กาย และ กาย ที่จะรู้นั้น รู้เมื่อไร ก็จะทราบว่า ที่กายทั้งตัว ตั้งแต่ศรีษะตลอดเท้ามีลักษณะ อ่อน หรือ แข็ง เมื่อกระทบสัมผัสตรงไหน ก็จะปรากฏ เฉพาะตรงนั้นเพราะว่า มีกายปสาทรูป ถ้าไม่มี กายปสาทรูป ก็ไม่สามารถที่จะรู้ลักษณะอ่อน หรือ แข็ง ได้เลย
ดังนั้นถ้าแยกสภาพธรรมที่ปรากฏ ออกเป็น ๖ โลกคือ โลกในวินัยของพระอริยเจ้าซึ่ง มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จะเข้าใจได้ถูกต้องว่า รูปตั้งแต่ศรีษะตลอดเท้านั้นปรากฏ เฉพาะตรงที่กระทบสัมผัสเท่านั้น เกิดขึ้น กระทบ ปรากฏ แล้วก็ดับไปทันที นี่จึงเป็นการเห็นกายในกายโดยไม่ต้อง มีการติดคำศัพท์ว่า กายคำแรกหรือคำที่ ๒ หมายความว่าอะไร แต่ให้เข้าใจจริงๆ ว่าชั่วขณะที่ จิตเห็น จิตได้ยิน จิตได้กลิ่น จิตลิ้มรส ต่างกับขณะที่ จิตกำลังกระทบแข็งซึ่งขณะนี้ ทุกคนกำลังกระทบแข็ง แต่เมื่อยังมี อัตตสัญญา ก็ยังมีตัวของเรา มีนิ้วมือของเรา ฯลฯ ที่กระทบสิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่มีลักษณะแข็ง แต่เมื่อรู้ความจริง ว่าเป็นธรรม ไม่ใช่ตัวเราและ สติ ระลึกรู้ตรงลักษณะแข็ง ที่ปรากฏเพราะมี กายปสาทรูปขณะนั้น ก็จะรู้ได้ว่ารูปแข็ง ต้องเกิด ถ้ารูปแข็ง ไม่เกิดขึ้น ก็ไม่มีรูปแข็ง ที่ปรากฏรูปแข็ง ที่เกิดขึ้นนั้นปรากฏ แล้วดับไปทันที ฉะนั้น จึงไม่ใช่ตัวตนของเรา ไม่ใช่เรา
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรม เพื่อให้ผู้ฟังได้พิจารณาไตร่ตรอง เป็นความเข้าใจของผู้ฟังเอง ขอเพียงเป็นผู้เห็นประโยชน์ของการเข้าใจธรรม ซึ่งก็หมายถึงสิ่งที่มีจริงอยู่ในขณะนี้ ซึ่งไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเป็นธรรม เพราะในการฟังการศึกษาพระธรรมนั้น เป็นการศึกษาเพื่อให้เข้าใจสิ่งที่มีจริง ที่กำลังมีในขณะนี้จริง ๆ โดยไม่ไปติดที่ชื่อที่คำ ซึ่งตัวสภาพธรรมจริง ๆ นั้นมีลักษณะเฉพาะของตน ๆ โดยไม่ต้องใช้ชื่ออะไร ๆ ก็ได้ แต่ที่มีชื่อ หรือใช้ชื่อนั้น ก็เพื่อบอกให้รู้ว่ากำลังกล่าวถึงอะไร ก็เพื่อให้เข้าถึงตัวจริงของสภาพธรรมที่กำลังกล่าวถึงนั่นเอง เพราะการฟังพระธรรม จะต้องมีเรื่องที่กำลังฟัง และก็จะต้องเป็นผู้เข้าใจเรื่องของสภาพธรรมนั้น ๆ ด้วย สิ่งสำคัญ คือการฟังแล้วเข้าใจในสิ่งที่กำลังฟัง ขอเพียงฟังให้เข้าใจจริง ๆ ฟังพระธรรมให้เข้าใจ เป็นปัญญาของตนเอง สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกไปตามลำดับ.

Related posts

โพธิสัตว์

ความหมายของคำว่าธรรมหรือธัมมะ

อนัตตาและสุญญตา