ทันทีที่ประจวบกับอารมณ์ที่น่าปรารถนา อารมณ์หนึ่งอารมณ์ใด ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หรือ ทางใจ ขณะนั้นเป็นปัจจัยให้โสมนัสเวทนาเกิดขึ้น หรือเป็นปัจจัยให้เวทนาที่เกิดรู้อารมณ์นั้นเป็นโสมนัสเวทนา แต่ถ้าไม่ใช่อารมณ์ที่น่าปรารถนา โสมนัสเวทนาก็ไม่เกิด
ความสุขที่แท้
ความสุข เป็นสภาพธรรมที่มีจริง เป็นโสมนัสเวทนา เกิดกับอกุศลก็ได้ เกิดกับกุศลก็ได้ เมื่อยังมีโลภะ ก็ยังแสวงหาความสุข ยินดีในความสุขใน รูป เสียง กลิ่น รส เป็นต้น และก็ต้องทุกข์ เพราะความสุขที่ได้มาด้วย เพราะสิ่งต่างๆ ก็ต้องแปรปรวนไป เมื่อติดในความสุขในสิ่งนั้น ก็ทุกข์เพราะสิ่งนั้น โลภะติดแม้กระทั่งความสุขที่เกิดจากการทำกุศล ไม่ต้องกล่าวถึงความสุข ที่เกิดจากอกุศล ดังนั้นที่สำคัญจึงไม่ใช่อยู่เพื่อหาความสุข แต่รู้จักโลกตามความเป็นจริงว่า ความสุขที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเกิดกับอกุศล หรือกุศลนั้นคืออะไร
เรายึดถือว่าเป็นเรา ที่มีความสุข ทั้งทางกุศลและอกุศล แต่เราไม่เคยรู้ความจริงเลยว่า ความสุขที่เกิดขึ้นเป็นธรรมะอย่างหนึ่ง ไม่ใช่เรา นี่แหละเป็นประเด็นสำคัญ ในการอบรมปัญญา เพื่อดับกิเลสคือเข้าใจว่าเป็นธรรมะไม่ใช่เรา เพื่อดับความเห็นผิดว่ามีสัตว์ บุคคล ตัวตน ดังนั้น จะสุขมากอย่างไร แม้ในทางกุศล ก็ไม่สามารถดับกิเลสได้ ตราบใดยังไม่เข้าใจความจริงว่าเป็นธรรมะ แม้ความสุข และก็คงต้องรับความจริงว่า จะต้องทุกข์ เพราะเราติดข้องในความสุขที่เกิดขึ้น แต่ก็พร้อมๆ กับอบรมปัญญา เพื่อสักวันหนึ่งเข้าใจว่า ทุกอย่างเป็นธรรมะ แม้ความสุข เมื่อนั้น ความทุกข์ก็น้อยลง เพราะเข้าใจความจริง และคงถึงสุขสูงสุดคือพระนิพพาน แต่กว่าจะไปถึงตรงนั้น ก็ต้องอบรมเจริญปัญญา ในชีวิตประจำวัน
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓-หน้าที่ 360
ผู้ชนะย่อมก่อเวร ผู้แพ้ย่อมอยู่เป็นทุกข์ ผู้สงบระงับละความชนะและความแพ้ได้แล้ว ย่อมอยู่เป็นสุข.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 74
สัตว์ผู้เกิดแล้วทั้งหลาย เป็นผู้ใคร่สุข บุคคลใดแสวงหาสุขเพื่อตน, แต่เบียดเบียนสัตว์อื่นด้วยท่อนไม้ บุคคลนั้นละไปแล้วย่อมไม่ได้สุข. สัตว์ผู้เกิดแล้วทั้งหลาย เป็นผู้ใคร่สุข, บุคคลใดแสวงหาสุขเพื่อตน, ไม่เบียดเบียน (ผู้อื่น) ด้วยท่อนไม้, บุคคลนั้นละไปแล้ว ย่อมได้สุข.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓-หน้าที่ 360
ไฟเสมอด้วยราคะย่อมไม่มี โทษเสมอด้วย โทสะย่อมไม่มี ทุกข์ทั้งหลายเสมอด้วยขันธ์ย่อมไม่มี สุขอื่นจากความสงบ (พระนิพพาน) ย่อมไม่มี.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓-หน้าที่ 360
ความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง สังขารทั้งหลาย เป็นทุกข์อย่างยิ่ง บัณฑิตทราบเนื้อความนั้นตาม ความจริงแล้ว (กระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน) เพราะพระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒-หน้าที่ 316
บุคคลผู้เอิบอิ่มในธรรม มีผ่องใส ย่ออยู่เป็นสุข, บัณฑิตย่อมยินดีในธรรมที่พระอริยเจ้าประกาศแล้วทุกเมื่อ.
การศึกษาพระธรรมด้วยความเห็นถูก และไม่หวัง เพื่อจะให้เป็นความสุขของเรา เพราะอานิสงฆ์ของกุศล จะให้ผลเองตามเหตุปัจจัย เพียงเข้าใจ สุขก็เกิดได้ ส่วนการประจักษ์แจ้งแทงตลอด ในธรรมตามความเป็นจริง เป็นเรื่องของปัญญาในขั้นที่สูงขึ้นไป จนกว่าจะถึง นิพพาน เมื่อนั้น ย่อมพบกับสุขแท้ยิ่งกว่าสุขใด.