จุดที่เป็นปัญหาจริงๆ ในวงการศาสนา วงการเมือง วงการข้าราชการ พ่อค้านักธุรกิจไทย คือเรื่อง เงิน เงินเข้าไปที่ไหน กิเลสตัณหาหนักหนาขึ้นมาทันที แล้วก็นำไปสู่การบิดเบือน ทุจริต ฉ้อฉล ขัดแย้ง แย่งชิง ผิดเป็นถูก ถูกเป็นผิด มองไม่เห็นความถูกต้องเป็นธรรม เพราะอำนาจเงินไปปิดตา บังใจ
เงินทองทำลายพระศาสนา
เมื่อร้อยปีเศษหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว พระเจ้ากาลาโศกราชก็ทรงอุปถัมภ์การทำสังคายนาชำระล้างการบิดเบือนพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยภิกษุวัชชีบุตรที่เผยแผ่คำสอน 10 ประการที่บิดเบือนไปจากคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 1 ใน 10 ที่บิดเบือนก็คือที่ให้ภิกษุรับเงินและทองได้ มีการตั้งถาดทองสำริดไว้หน้าโรงอุโบสถให้ชาวบ้านนำเงินทองมาบริจาคแล้วนำไปแบ่งกันระหว่างภิกษุในวัดนั้น ซึ่งการแก้ไขเรื่องนี้ก็ได้พระเจ้ากาลาโศกราชทรงอุปถัมภ์ให้ทำการชำระล้างสะสางพระไตรปิฎกให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว
ครั้งเมื่อหลังปรินิพพานประมาณ 200 ปีเศษก็มีการบิดเบือนพระธรรมวินัยอีก มีพวกเดียรถีย์เข้ามาปลอมบวชจำนวนมากแล้วก็เผยแพร่คำสอน ใช้ภาษาเหมือนกับที่ปรากฏในพระธรรมวินัยแต่บิดเบือนความหมายให้ผิดเพี้ยนไป แต่โชคดีมีพระอรหันต์ชื่อพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระได้ชี้แจงความเสื่อมเสียเหล่านี้ ว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อพระเจ้าอโศกมหาราช จึงมีการนำไปสู่การสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่ 3 โดยได้รับการอุปถัมภ์จากพระเจ้าอโศกมหาราช และทำให้เป็นหลักธรรมคำสอนที่ถูกต้องยืนยาวมาถึงบัดนี้
เราจะพบว่าการบิดเบือนพระสัทธรรมคำสอนของพระพุทธองค์เกิดขึ้นเป็นระยะๆ จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา การที่จะรักษาให้บริสุทธิ์ผุดผ่องจะยากมากเพราะจะถูกคัดค้านด้วยข้ออ้าง ว่าสังคมเปลี่ยน โลกเปลี่ยน แล้วจะเปลี่ยนพระธรรมวินัย ซึ่งเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ เพราะพระธรรมวินัยนั้นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้บัญญัติตรัสความไว้ด้วยพระปัญญา เพราะฉะนั้นในพุทธศาสนาสายเถรวาทจึงยึดถือมติของพระเถระอรหันตสาวก 500 องค์ที่ประชุมกันทำสังคายนาครั้งที่ 1 ที่อุปถัมภ์โดยพระเจ้าอชาตศัตรู ว่าจะไม่เปลี่ยน จะไม่เพิกถอนสิกขาบทที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ นี่คือหัวใจของพุทธศาสนาสายเถรวาทที่ยืนยาวมาเกือบ 2,600 ปีแล้ว
ปัญหาใหญ่ประการหนึ่งของพุทธศาสนาคือ พวกอลัชชีที่บวชเข้ามาเป็นกาฝาก เข้ามาทำมาหากินในศาสนา รวมทั้งพวกที่ไม่ได้บวชแต่ก็แฝงตัวอยู่ตามวัด ตามสำนักต่างๆ บัดนี้ถึงเวลาหรือยังที่จะต้องมีการปรับปรุงดูแลกันให้เข้มงวดขึ้น
เราไปเปิดแนวคิดทางด้านเพิ่มจำนวนพระภิกษุ แต่เราลืมการดูแลทางด้านคุณภาพมาตรฐาน ซึ่งหากไปศึกษาดูจะพบว่าตั้งแต่ในครั้งพุทธกาลไม่ได้ทรงเรียกร้องให้คนมาบวชมากๆ แต่เน้นเรื่องคุณภาพ เช่น ก่อนจะบวชต้องมาฝึกปฏิบัติ ศึกษาพระธรรมวินัย ตอนนี้บางวัดก็ยังทำอยู่ ต้องนุ่งขาวห่มขาวก่อน จนพระในวัดเห็นว่ามีอุปนิสัยจะดำเนินชีวิตแบบพระภิกษุได้จึงได้รับอนุญาตให้บวช และบวชใหม่แล้วต้องอยู่ในการดูแลของพระอุปัชฌาย์อาจารย์อย่างน้อยอีก 5 ปี นี่คือการสืบทอดแสงเทียนแห่งพุทธศาสนาสายเถรวาท
ถ้าไม่มีบุคลากรที่มีคุณภาพ แม้มีพระภิกษุเป็นล้านรูปก็สืบต่อแสงเทียนเสียงธรรมของพุทธศาสนาไม่ได้ ถ้อยคำต่างๆ ในคัมภีร์ก็จะถูกบิดเบือนไป ในความหมายอื่น แล้วนั่นก็คือความล่มสลายของพระธรรมวินัย แม้จะมีวัดใหญ่โตอลังการ แม้จะมีผู้อ้างว่าเป็นพระภิกษุเป็นแสนเป็นล้าน ก็สืบต่อพระธรรมวินัยไปสู่คนรุ่นหลังอย่างแท้จริงไม่ได้
จุดที่เป็นปัญหาจริงๆ ในวงการศาสนา วงการเมือง วงการข้าราชการ พ่อค้านักธุรกิจไทย คือเรื่อง เงิน เงินเข้าไปที่ไหน กิเลสตัณหาหนักหนาขึ้นมาทันที แล้วก็นำไปสู่การบิดเบือน ทุจริต ฉ้อฉล ขัดแย้ง แย่งชิง ผิดเป็นถูก ถูกเป็นผิด มองไม่เห็นความถูกต้องเป็นธรรม เพราะอำนาจเงินไปปิดตา บังใจ
ธนบัตรนิยม ไม่ใช่แค่เฉพาะวงการพระ วงการเมืองของเราที่มันวิกฤติก็เพราะธนบัตรเข้าไปครอบงำหมด วงการข้าราชการก็เหมือนกัน รวมทั้งพ่อค้าที่เอาเปรียบกันอยู่ เพราะถูกเงินบังตาหมด จนมองไม่เห็นศักดิ์ศรีของแต่ละฝ่าย อย่างนี้แล้วเราไม่สามารถขวางโลกได้ ว่าต่อไปนี้อย่าเห็นเงินเป็นใหญ่ มันเหมือนกับพูดอะไรไม่เป็นความจริง เพราะเงินมันเป็นใหญ่จริงๆ ในโลกทุนนิยม แต่ขออย่าเข้าไปก่อกวนในพระศาสนาต้องช่วยกันป้องกัน
ในประวัติศาสตร์ของชาวพุทธ การบิดเบือนพระธรรมวินัย ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่ถ้ามันขยายตัวใหญ่โตถึงขนาด เหนือกว่าอำนาจทั่วไปได้ ก็เพราะเราปล่อยปละละเลยกันมานาน และเหตุผลสำคัญที่สุดคือเงิน
ในระบอบเสรีประชาธิปไตยหรือทุนนิยม เงินมีอำนาจใหญ่ที่สุด และลึกซึ้ง ลึกล้ำที่สุด เหมือนน้ำกรด ถ้ากันข้างบน มันลงข้างล่าง กันข้างล่างมันขึ้นเป็นน้ำพุ ถ้ากันข้างบนมันไหลลงมาเป็นน้ำตก นี้คืออำนาจเงิน เหมือนน้ำ ไปได้ทั่ว ไปบนฟ้ายังได้เลย รอเวลาตกลงมาตกเป็นฝน เพราะฉะนั้น เราถึงต้องระวังมาก เผลอไม่ได้
ในต่างประเทศเขาเกิดปัญหาพวกนี้มาก่อนแล้ว ถึงขนาดเขาเจอปัญหาว่า ที่เคยยกย่องบูชาพระเจ้า The Almighty God มีการเปลี่ยนเป็น The Almighty Dollar เขาตระหนักในเรื่องนี้ แต่ของพวกเรายังไม่ค่อยเห็นกัน เรื่องเงินเรื่องตัวร้าย เพราะมันทำให้ความโลภ ตัณหาถูกกระตุ้น เมื่อถูกกระตุ้นมาแล้วไม่มีขอบเขตที่จะมายับยั้งมันได้ ไม่มีคำว่าพอ มันเกิดความฉลาดร้อยแปดเลย มันเกิดความฉลาดแบบ “เฉ-โก” อันนี้เป็นภาษาพระท่านสอน ที่คนไทยพูดว่า ฉลาดแกมโกง แล้วพอประกอบกับเราไปปล่อยปละละเลย หลงเชื่อ มันก็เลยเกิดอำนาจหลายอย่างซ้อนทับกันขึ้นมา
เรื่องบางเรื่อง โดยเฉพาะการขจัดอลัชชีปลอมบวช พระด้วยกันเองทำยากมาก ประวัติศาสตร์บอกให้เรารู้เลย การแก้ปัญหานี้จะปล่อยให้พระทำกันเองจะไม่สำเร็จ เพราะพระที่ดีท่านจะมุ่งมั่นศึกษาปฏิบัติธรรมของท่าน แต่พวกที่ไม่อยู่ในทิศในทางมีกำลังมาก มีพวกมาก แข็งแรงมาก ถ้าฝ่ายอาณาจักรช่วยเสริมกำลังให้พระศาสนาบ้าง โดยต้องทำด้วยมีความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริง
พระภิกษุสุปฏิปันโน และพุทธบริษัท ในประเทศไทยที่มีความรู้และมั่นคงในพระสัทธรรมอันบริสุทธิ์ของพระพุทธองค์มีอยู่ไม่น้อย แต่ไม่ได้อยู่ในฐานะที่ท่านจะประกาศตัวเพราะเหมือนจะไปพูดข่มผู้อื่น แต่ถ้าฝ่ายอาณาจักรเข้าเสริมกำลัง มันก็จะเกิดพลังร่วมกันแล้วค่อยๆ ผลักดันให้คนที่จะบิดเบือนพระธรรมวินัยถอยร่นไปบ้าง อย่างน้อยก็เป็นโอกาสที่จะให้มีช่องทางเผยแพร่หลักธรรมและพระธรรมวินัยที่แท้จริงแพร่หลายไปสู่การรับรู้ของพุทธศาสนิกชน ได้มากขึ้นว่าการที่จะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา สายเถรวาทจะต้องทำอย่างไร
ข้อความบางส่วนจาก
ขจัดอลัชชี-ธนบัตรนิยม
โดยอาจารย์จรัญ ภักดีธนากุล
