Home » สัจจกิริยา

สัจจกิริยา

( Somboon )

by Pakawa

สัจจะ คือความจริงที่เป็นกุศล และจริง ตรง ด้วยกาย วาจาและใจ ขณะที่คิดว่า รักษาสัจจะ ในทางอกุศล ขณะนั้น ไม่ใช่สัจจะ แต่เป็นความไม่ตรง สัจจะ ที่สำคัญ จึงต้องมีปัญญา ความเห็นถูกเป็นสำคัญ จึงจะเป็นสัจจะบารมี

สัจจกิริยา

สัจจกิริยา คือ การกระทำด้วยสัจจะ ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความจริงใจ โดยความเป็นผู้ตรง โดยการแสดงออกทางวาจาด้วยการกระทำที่เป็นสัจจะ ความจริง เช่นในพระไตรปิฎกกล่าวถึงพระโพธิสัตว์ เกิดเป็นลูกนก ถูกไฟป่าไหม้ ท่านไม่เห็นคุณอย่างอื่น จึงตั้งใจทำสัจจกิริยา คือ การกระทำด้วยสัจจะ ด้วยการกล่าวความจริงด้วยวาจา โดยกล่าวด้วยวาจาที่ว่า ปีกของเรามีอยู่ แต่บินไปไม่ได้ เท้าของเรามีอยู่ แต่ยังเดินไม่ได้ มารดาบิดาก็พา กันบินออกไปแล้ว แน่ะไฟ จงกลับไปเถิด ซึ่งพร้อมกับกล่าวจบ ไฟก็ไม่ลามมาถึงพระโพธิสัตว์ หยุดอยู่ตรงนั้นนั่นเอง ด้วยคุณคือ การกล่าว ความจริง กล่าววาจาสัจจะ ที่เป็นความจริง อันเป็น สัจจกิริยา คือ การกระทำด้วยสัจจะ
      สัจจะ คือ ความจริงใจ ความตรงต่อการที่จะเจริญปัญญา เพิ่อรู้แจ้งอริยสัจจธรรม เป็นผู้ที่เห็นคุณของสัจจะ คือ ความจริง เพราะความเป็นผู้ตรงต่อความจริงเท่านั้น ที่จะตรงต่อสภาพธรรม ผู้ตรงต่อความจริงทั้งทางกาย ทางวาจา และใจ ขณะนั้นเป็นกุศล กุศลธรรมเท่านั้นที่จะเป็นที่พึ่งได้ แม้ในขณะที่กำลังประสบกับความทุกข์ประสบกับภัยอันตราย ผู้ที่เห็นคุณของสัจจะ จิตขณะนั้นจะไม่หวั่นไหวไม่หวาดกลัว เพราะขณะนั้นเข้าใจความจริง เรื่องของกรรม และผลของกรรมว่า เพราะเป็นอกุศลกรรมของตนเองที่ได้กระทำไว้เป็นเหตุ จึงต้องได้รับผลอย่างนี้ จิตขณะนั้นก็ผ่องใสเป็นกุศล และขณะที่มีเหตุปัจจัยให้เป็นผู้ไม่ตรง ปัญญาที่ได้อบรมมาย่อมเห็นว่าขณะนั้นไม่ตรง เห็นโทษของความไม่ตรงคือ อกุศล แล้วค่อย ๆ ละคลายอกุศลนั้น ๆ เพราะอกุศลนั้น ๆ จะเป็นเหตุให้กระทำอกุศลกรรมซึ่งจะให้ผลเป็นทุกข์ในภัยหน้าได้
     ผู้ที่ประจักษ์แจ้งความจริง อริยสัจจธรรม ย่อมสามารถพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้จริง เพราะฉะนั้น สิ่งที่ประเสริฐคือปัญญาที่รู้ความจริง สติปัฏฐานระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ไม่ว่าเห็น ได้ยิน เสียง รส แม้กระทั่งอกุศลจิตขณะที่กำลังปรากฏไม่ว่าโกรธ อิจฉา กลัว ติดข้อง สติสามารถระลึกรู้ความจริงที่กำลังปรากฏได้ ซึ่งไม่ใช่เพียงแต่ระลึกถึง พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า เป็นสัจจธรรม เป็นความจริง แต่ยังรู้ในลักษณะที่เป็นปรมัตถธรรมของสภาพธรรมในขณะนั้นด้วย
      สัจจกิริยานั้นจะให้ผลตามที่ต้องการจริงหรือ เมื่อเหตุมี ผลย่อมมีสมควรแก่เหตุนั้นๆ สัจจกิริยานั้นเป็นกุศล ผลของกุศลจึงต้องมี ก่อนที่จะกระทำสัจจกิริยา ผู้นั้นต้องระลึกถึงคุณของสัจจะ ต้องเป็นผู้ที่เห็นประโยชน์ เห็นคุณของสัจจะ และเป็นผู้ที่บำเพ็ญสัจจะบารมี ไม่ใช่ว่าใครก็ตามลำบากตกทุกข์ได้ยาก ก็จะใช้สัจจกิริยาโดยที่ไม่รู้ว่าสัจจะคืออะไร และก็ไม่เข้าใจด้วยว่าสัจจะมีคุณอย่างไร เพียงแต่ได้ฟังว่า ถ้ากล่าวสัจจกิริยาแล้ว ผลจะเป็นไปตามความปรารถนา ความจริงจะเป็นเช่นนั้นไม่ได้ เพราะกำลังของกุศลต้องขึ้นอยู่กับ กำลังของความรู้ประโยชน์ของสัจจะ และต้องเป็นผู้ที่บำเพ็ญสัจจะด้วย ถ้าเป็นผู้ที่สะสมสัจจบารมี รู้ประโยชน์เห็นคุณของสัจจะ และบารมีอื่นๆ มีกำลัง เมื่อถึงคราวที่จะกล่าวสัจจะ ผลก็ย่อมเป็นไปได้ แต่ไม่ใช่สำหรับทุกคน ต้องแล้วแต่กำลังของกุศลนั้นๆ ด้วย.

You may also like

Leave a Comment

-
00:00
00:00
Update Required Flash plugin
-
00:00
00:00