พระองค์ทรงเป็นผู้บอกทางที่ถูก ที่เป็นไปเพื่อการรู้แจ้งสิ่งที่มีจริง ตรงตามความเป็นจริง ถึงความเป็นผู้บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลส คือทางแห่งการอบรมเจริญปัญญา ซึ่งเป็นทางเดียวเท่านั้น ที่จะเป็นไปเพื่อการดับทุกข์ได้ในที่สุด ส่วนการจะดำเนินตามทางดังกล่าวหรือไม่นั้น ก็เป็นเรื่องตามการสะสมของแต่ละบุคคล
มิจฉามรรค
มิจฺฉา (ผิด เท็จ) + มคฺค (หนทาง, ทางเดิน) หนทางที่ผิด หมายถึง ข้อปฏิบัติที่ไม่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ที่เป็นไปด้วยอกุศลจิต ซึ่งพระผู้มีพระภาคทรงแสดงเปรียบเทียบกับสัมมามรรคโดยนัยของพระสูตรคือ มิจฉามรรค ๘ ได้แก่ ๑. มิจฉาทิฏฐิ ความเห็นที่ผิด ๒. มิจฉาสังกัปปะ ความคิดผิด ๓. มิจฉาวาจา วาจาผิด ๔. มิจฉากัมมันตะ การกระทางกายที่ผิด ๕. มิจฉาอาชีวะ อาชีพที่ผิด ๖. มิจฉาวายามะ ความเพียรผิด ๗. มิจฉาสติ ความระลึกผิด ๘. มิจฉาสมาธิ ความตั้งมั่นผิด
มรรค หมายถึง หนทาง ซึ่งมีทั้งทางถูกกับทางผิด ถ้าเป็นหนทางที่ถูกต้องเป็นไปเพื่อการอบรมเจริญปัญญา ขัดเกลากิเลส จนกว่าจะดับได้อย่างหมดสิ้น ก็เป็นหนทางที่ถูกต้อง (สัมมามรรค, อริยมรรค) เริ่มต้นด้วยความเข้าใจถูกเห็นถูก (สัมมาทิฏฐิ) เป็นต้น แต่ถ้าเป็นหนทางที่ผิด ที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อความเจริญขึ้นของปัญญา มีแต่จะทำให้อกุศลเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น ตรงกันข้ามกับหนทางที่ถูกต้องอย่างสิ้นเชิง นั่นเป็นมิจฉามรรค อันมีพื้นฐานมาจากความเห็นผิดและความไม่รู้ ที่จะดำเนินไปในหนทางที่ถูกต้องได้ จะต้องอาศัยเหตุที่สำคัญ คือ การมีโอกาสได้ฟังพระธรรม ฟังความจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกไปทีละเล็กทีละน้อย ความเข้าใจถูกเห็นถูกนี้เอง จะเป็นเครื่องป้องกันไม่ให้ตกไปในฝ่ายที่ผิด
หากพิจารณาให้ละเอียด จะเห็นว่า การดำเนินหนทางที่ผิด มีแกนหลัก คือความเห็นผิด ที่เป็น มิจฉาทิฏฐิ เป็นปัจจัยสำคัญ เพราะอาศัยความเห็นผิดที่ผิด จึงทำให้ ความคิดก็ผิดตามไปด้วย เมื่อคิดผิด การพูดวาจาก็ผิด การกระทำทางกายก็ผิด การเลี้ยงชีพก็ผิด เพียรผิด ระลึกผิด และ ตั้งมั่นผิด เพราะ อาศัยความเข้าใจผิดที่เป็น มิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัย
ด้วยเหตุนี้ มิจฉามรรคจึงมีแสดงไว้ในพระไตรปิฎก แสดงเทียบกันกับสัมมามรรค มีมิจฉามรรค ๘ แล้วยังมีมิจฉัตตะ ๑๐ แล้วก็สัมมา ที่เป็นถูกอีก ๑๐ ซึ่งตรงกันข้ามกัน เพราะฉะนั้น นี่ก็แสดงให้เห็นว่า การศึกษาธรรม ถ้าไม่ละเอียด ไม่มีพระธรรมเป็นที่พึ่ง อย่างที่เรากล่าวสรรเสริญรัตนะไตร คุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่ถ้าเราไม่รู้จักจริงๆ ไม่ศึกษา ไม่เข้าใจ ธรรมรัตนะ จะเป็นที่พึ่งกับเราในลักษณะไหน ไม่ได้มีแต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ปรินิพพานแล้ว แต่ยังมีพระธรรมเป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง ไม่ใช่พึ่งอย่างอื่น แต่พึ่งให้เราได้พิจารณาความถูกต้อง สิ่งไหนที่ผิดก็ผิด สิ่งไหนที่ถูกก็ถูก ถ้าความเห็นผิดหรือการปฏิบัติผิด ไม่มีในครั้งพุทธกาล จะไม่มีมิจฉามรรคในพระไตรปิฎก แต่ในพระไตรปิฎกทำให้ผู้ที่ศึกษาโดยละเอียด สามารถที่จะช่วยตัวเอง ออกจากความเห็นผิดต่างๆ ซึ่งมีรอบข้างจากการไม่ศึกษาโดยละเอียด ให้เข้าใจถูกขึ้น
เพราะฉะนั้น มิจฉามรรค ที่เป็นหนทางที่ผิด จึงไม่พ้นจากอกุศลธรรม ความไม่ดีโดย มีอวิชชา ความไม่รู้ อันเป็นเหตุให้เกิดความเห็นผิด และ ดำเนินทางที่ผิดได้ตามกิเลสที่เกิดขึ้น ซึ่งการจะละคลาย การดำเนินทางทีผิดก็ด้วยการอบรมปัญญา ที่เป็น ความเห็นถูกที่เป็น สัมมาทิฏฐิ ด้วยการคบกับสัตบุรุษ คือ การฟังพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงอย่างถูกต้อง มีการพิจารณาโดยแยบคาย ย่อมจะค่อยๆ ดำเนิน สัมมามรรค หนทางที่ถูก ทีละน้อยได้และ ละ มิจฉามรรคได้ในที่สุด.
