ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะไม่รู้เลยว่าไม่มีเราและไม่ใช่ของเราด้วย เป็นธรรมะทั้งหมด สิ่งที่มีสภาวะมีลักษณะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เกิดตามปัจจัยแล้วดับไม่เหลือ ไม่กลับมาอีกเลย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร แต่เพราะไม่รู้จึงยึดถือสิ่งที่มีว่าเป็นเรา
ปรมัตถธรรม
ความเป็นไปของชีวิต และ สิ่งต่างๆ ย่อมไม่พ้นไปจาก ปรมัตถธรรม คือ จิต เจตสิก รูป ได้เลย ถ้าไม่ศึกษาพระธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมไม่เข้าใจความเป็นไปของชีวิต
ปรมัตถธรรม มาจากคำว่า ปร + อัตถ + ธรรมะ หมายความ ถึงสภาพธรรมที่มีลักษณะเฉพาะของตนจริงๆ ซึ่งใครจะเรียกอะไรก็ได้ หรือจะไม่ใช้ชื่อเรียกก็ได้ เช่น ลักษณะที่แข็ง จะใช้ภาษาอังกฤษ ภาษไทย หรือว่าไม่เรียกอะไรเลย แต่เวลากระทบสัมผัส ลักษณะแข็งนั้นปรากฏ หมายความถึง สภาพที่มีจริงๆ เช่น รสเปรี้ยวมีจริง แต่ต้องอาศัยลิ้มรส ซึ่งทุกคนบริโภคอาหาร แต่ขณะที่บริโภคนั้นก็ไม่สนใจที่จะรู้ว่า แม้แต่รสที่ปรากฏนั้นก็เป็นของจริงเป็นธรรม ฉะนั้น ถ้าใช้คำภาษาไทยง่ายๆ ว่า “ปรมัตถธรรม” คือ สิ่งที่มีจริงทุกอย่างที่มีจริง เสียงมีจริง เสียงเป็นปรมัตถธรรม โลภะ ความโลภความติดข้องเป็นสิ่งที่มีจริง เป็นปรมัตถธรรม ความโกรธความขุ่นเคืองเป็นสิ่งที่มีจริงเป็นปรมัตถธรรม เมื่อเป็นปรมัตถธรรม ก็หมายความว่า เป็นธรรมะ ไม่มีเจ้าของ ไม่ใช่ของใคร เพราะว่า โลภะเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย แล้วก็ดับไป โทสะเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย แล้วก็ดับไป ขณะที่เห็นในขณะนี้เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย แล้วก็ดับไป ถ้าไม่มีจักขุปสาท ถ้ากรรมทำให้จักขุปสาทซึ่งดับไปแล้ว ไม่เกิดอีก ขณะนี้จะตาบอดทันที ไม่มีการเห็นอีกต่อไป ฉะนั้นทุกคนมีรูป คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วก็มีจิตคือ สภาพรู้ ธาตุรู้ แล้วก็มีเจตสิกซึ่งเป็นสภาพธรรมที่เกิดกับจิต พระพุทธองค์ทรงแยก ปรมัตถธรรม ออกเป็นกลุ่มที่มีความต่างกันเป็น ๔ ประเภท คือ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน
ลักษณะของปรมัตถธรรมปรากฏในชีวิตประจำวัน อย่างเสียงเป็นปรมัตถธรรม เป็นสิ่งที่มีจริง และกำลังปรากฏ ได้ยินก็มีจริงๆ แต่ไม่เคยระลึกว่า นอกจากเสียงแล้ว ต้องมีสภาพที่รู้เสียง จะมีเสียงแล้วไม่มีสภาพรู้หรือได้ยินไม่ได้ ก็ต้องรู้ว่า ในขณะที่เสียงปรากฏก็ต้องมีสภาพที่รู้ จนกระทั่งถอยลงไปตั้งแต่เกิดจนตาย จนถึงเดี๋ยวนี้ ในขณะนั้นเองก็มีแต่นามธรรมและรูปธรรม คือระลึกได้เสมอว่า มีแต่สภาพธรรมะที่เป็นปรมัตถ์กำลังปรากฏ แต่ไม่รู้ในความเป็นปรมัตถ์ นี่คือการอบรมเจริญปัญญาเพื่อรู้ลักษณะที่เป็นปรมัตถ์ เมื่อรู้ว่าเป็นปรมัตถ์จึงไม่ใช่เรา เพราะเหตุว่าลักษณะของปรมัตถ์แต่ละอย่างมีลักษณะเฉพาะ ปรากฏแล้วก็หมดไป ไม่ได้ปรากฏมากมายที่จะตั้งอยู่ ทรงอยู่เลย แต่ขณะใดที่ไม่ใช่ปรมัตถ์ ขณะนั้นเป็นการนึกคิดเรื่อง ต้องรู้ก่อน ต้องให้ปัญญาเจริญขึ้น แล้วปัญญาทำกิจละ
ถ้าปัญญายังไม่เกิด ยังไม่เจริญ ก็ยังละอะไรไม่ได้ แต่ค่อยๆ อบรมความรู้คือปัญญาให้เพิ่มขึ้น และให้ทราบว่าปรมัตถธรรม ไม่จำเป็นต้องนึกถึงเรื่องราวเยอะๆ อย่างจิตตั้ง ๘๙ หรือรูป ๒๘ หรือเจตสิกตั้ง ๕๒ เอาที่กำลังปรากฏ ซึ่งไม่พ้นจากทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ
โดยนัยของพระสูตรย่อลงมาที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่างมีคนถามเรื่องชวนะว่า ชวนะคืออะไร ก็รู้ว่า จักขุวิญญาณเห็น แล้วต้องมีจิตเกิดสืบต่อทำกิจต่างๆ จนกระทั่วถึงชวนะ และชวนะคืออะไร ถ้าโดยนัยของพระสูตร ก็ไม่ยาก เพราะเหตุว่าทรงแสดงโดยย่อเพื่อให้เข้าใจได้ ชวนะก็คือกุศลหรืออกุศลที่เกิดหลังจากเห็น หลังจากได้ยิน
เราไม่ต้องไปนึกถึงปัญจทวาราวัชชนจิต จักขุวิญญาณ สัมปฏิจฉันนจิต สันตีรณจิต โวฏฐัพพนจิต ชวนจิตเลย โดยนัยของพระสูตรคือ เมื่อเห็นแล้วชอบหรือไม่ชอบ หรือเป็นกุศล เมื่อได้ยินแล้วย่อลงมาเลยถึงชวนะ โลภะ หรือโทสะ หรือโมหะ หรือกุศล
กุศลจิตหรืออกุศลจิตนั่นเองที่เกิดต่อจากการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส การรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส นี่คือสภาพธรรมะที่ปรากฏ เราไม่ต้องไปจำชื่อ จำเรื่องราวของจิต ๘๙ เจตสิก ๕๒ แต่สามารถรู้ว่า ปรมัตถธรรม คือขณะที่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ
ขณะที่นอนหลับก็เป็นปรมัตถธรรม แต่เมื่อไม่ปรากฏให้รู้ ก็รู้ไม่ได้ จะรู้ความจริงของสภาพธรรมะต่อเมื่อตื่นขึ้น คือมีสภาพปรากฏทางตา นั่นคือปรมัตถธรรม เสียงที่กำลังปรากฏทางหู และกำลังได้ยินก็เป็นปรมัตถธรรม จึงกล่าวว่า มีแต่ปรมัตถธรรม แต่ไม่รู้ความเป็นปรมัตถธรรม แสดงให้เห็นว่า อวิชชาปิดบังมาก สะสมมามาก บอกเท่าไรก็ไม่รู้ เพราะเหตุว่าที่เราคิดว่า เราได้ฟังมามาก พอจะรู้ได้ เทียบกับ อสงไขยแสนโกฏิกัป ที่ผ่านมาแล้วด้วยความไม่รู้ ความรู้ก็ต้องน้อยกว่ามาก
ก็ให้เราฟังศึกษาพระธรรมด้วยความเข้าใจว่า สิ่งที่มีจริง จริงๆ ขณะนี้ แต่อวิชชายังไม่รู้ เพราะเหตุว่าปัญญาเท่านั้นที่จะรู้ได้ เพราะฉะนั้น ก็อบรมเจริญปัญญา ไม่ต้องไปคิดปฏิบัติอย่างที่คนอื่นเขาทำกัน แต่อบรมเจริญปัญญาให้เข้าใจ ฟังให้เข้าใจจริงๆ ว่ากำลังเห็นเป็นสภาพรู้แน่นอน ไม่ใช่โต๊ะ ไม่ใช่เก้าอี้ ลักษณะอาการที่กำลังเห็นมีจริงๆ และไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏทางตา
นี่คือการค่อยๆ รู้ความจริงของเห็น และจะระลึกทางหู ค่อยๆ รู้ความจริงของเสียงกับได้ยิน ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ โดยรู้ว่า ไม่มีตัวเราที่จะทำ และบังคับอะไรก็ไม่ได้ จะไปถามใครว่า เมื่อไร สติปัญญาจะเกิดมากๆ ก็ไม่ถูก เป็นไปไม่ได้ เพราะเหตุว่าเราเองย่อมรู้ว่า ความเข้าใจธรรมะเป็นเบื้องต้น การรู้ว่า ธรรมะคือเดี๋ยวนี้ที่เห็น ถ้ายังไม่เข้าใจ ก็คือความจริงที่ยังไม่เข้าใจ
เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ทำอย่างไรจะเข้าใจ และทำอย่างไรจะหมดกิเลสเดี๋ยวนี้ แต่สิ่งที่มี ฟังแล้วว่าเป็นสภาพรู้ ค่อยๆ รู้จริงๆ ว่าลักษณะรู้ก็คือธรรมดาๆ อย่างนี้แหละ.
