Home » ปฏิบัติธรรมเป็นไปเพื่อการละ

ปฏิบัติธรรมเป็นไปเพื่อการละ

( Somboon )

by Pakawa

ถ้าไม่เป็นผู้ตรง จะไม่ได้สาระจากพระธรรม เพราะพระธรรมตรง ผิดคือผิด ถูกคือถูก ถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็มีความเห็นผิดๆ มีคนเชื่อถือมากมาย มีครูเยอะแยะ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงท่ามกลางความเชื่อความเห็นผิด ผู้มีปัญญาที่สั่งสมมาแล้วจึงเข้าใจได้

ปฏิบัติธรรมเป็นไปเพื่อการละ

  พระธรรมเป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้ง แม้แต่ คำว่า การปฏิบัติธรรม ที่ถูกต้องเป็นไปเพื่อการละกิเลส ประการต่างๆ แต่ควรเข้าใจความจริงว่า กิเลสสะสมมามาก มากมายนับไม่ถ้วน ดังนั้น กิเลสจะต้องละไปตามลำดับ ผู้ที่จะละโลภะไม่เกิดอีกเลย คือ พระอรหันต์ นอกนั้นแม้พระอริยบุคคลขั้นอื่นก็ยังมีโลภะเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ไม่ต้องกล่าวถึงปุถุชน ที่ก็ต้องมีกิเลสเกิดขึ้นเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น เมื่อเริ่มฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม ปัญญามีน้อย ดังนั้นขณะที่เข้าใจขั้นการฟัง ขณะนั้นเพียงขณะเดียวที่ละความไม่รู้ ขั้นการฟัง และโลภะเกิดในขณะนั้น ละความต้องการในขณะนั้น แต่ยังมีโลภะอยู่ เพราะโลภะ ไม่สามารถดับได้ เพียงขั้นการฟัง
   ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา กิเลสที่สะสมมามาก ก็มีเหตุปัจจัยให้เกิด แม้โลภะ ความต้องการ ติดข้องก็เกิดเป็นปกติในชีวิตประจำวัน แม้แต่ความหวังอานิสงส์ผลบุญ ก็เกิดเป็นปกติธรรมดา เพราะฉะนั้น หนทางที่ถูก คือไม่ใช่การละโลภะทันที แต่กิเลสจะต้องละเป็นละดับ คือ เริ่มจากการละความยึดถือว่า เป็นสัตว์ บุคคล ว่าเป็นเราก่อน นั่นคือละความเห็นผิดก่อน ดังนั้นหนทางที่ถูกคือการเจริญสติปัฏฐาน ระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฎในชีวิตประจำวันว่าเป็นแต่เพียงธรรมไม่ใช่เรา แม้ ความหวังอานิสงส์ที่เกิดขึ้น ห้ามไม่ได้ เกิดแล้ว หนทาง คือ เข้าใจความหวังผลบุญก็เป็นแต่เพียงธรรมไม่ใช่เราที่หวังผลบุญ นี่คือหนทางการปฏิบัติที่ถูกต้อง ซึ่งจะต้องเริ่มจากการฟังพระธรรมให้เข้าใจ ไปเรื่อยๆ ในเรื่องสภาพธรรมก็จะค่อยๆ เข้าใจความจริง ว่าเป็นแต่เพียงธรรม โลภะห้ามเกิดไม่ได้ แต่ค่อยๆ เข้าใจโลภะ และสภาพธรรมอื่นๆ ได้ ตามความเป็นจริง
สำคัญอยู่ที่ความเข้าใจถูกเห็นถูก ถึงแม้ว่าจะมีคำว่า “ปฏิบัติธรรม” ปรากฏในคำสอนที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจอย่างถูกต้องแล้ว ก็ไม่ใช่การปฏิบัติธรรม แต่เป็นการปฏิบัติผิด ไม่เป็นไปเพื่อความเข้าใจขึ้นของปัญญาในขณะที่ปฏิบัติผิดนั้น ก็เพิ่มพูนโลภะความติดข้องต้องการ และความเห็นผิด ให้เพิ่มขึ้น แท้ที่จริงแล้ว การปฏิบัติธรรม เป็นการอบรมเจริญปัญญา เพื่อรู้สภาพธรรมที่ปรากฏ คือรู้นามธรรม และรูปธรรม ตามความเป็นจริง ซึ่งเริ่มต้นด้วยการศึกษาให้เข้าใจในสภาพธรรมที่เป็นปรมัตถธรรมโดยประเภทต่างๆ ว่าเป็นธรรมแต่ละอย่างๆ ที่ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน เมื่อมีความเข้าใจอย่างถูกต้องแล้ว ก็ย่อมเป็นเหตุปัจจัยให้สติและปัญญาเกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ สติและปัญญาเกิดขึ้นระลึกรู้ตรงลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ เป็นการถึงเฉพาะลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริง ตามความเป็นจริง โดยที่ไม่เลือกสถานที่ กาลเวลา และไม่มีการเจาะจงที่จะรู้สภาพธรรมหนึ่งสภาพธรรมใด ทั้งหมดล้วนเป็นธรรมที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร
      สิ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือการฟังพระธรรมศึกษาพระธรรม กาลสมัยนี้ ยังเป็นยุคที่พระธรรมยังดำรงอยู่ บุคคลผู้ที่เป็นกัลยาณมิตร เผยแพร่พระธรรมตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ก็ยังมีอยู่ จึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ที่สะสมบุญมาแต่ปางก่อน เห็นประโยชน์ของการได้เข้าใจความจริง จะได้สะสมปัญญาจากการได้ฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมในแต่ละครั้ง สะสมเป็นอุปนิสัยที่ดีต่อไป จนกว่าจะถึงความสมบูรณ์พร้อมของปัญญาได้ในที่สุด เพราะการที่ปัญญาจะมีมากได้ จะเป็นเหตุให้สติเกิดขึ้นระลึกรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงได้นั้น ก็จะต้องเริ่มจากการฟังพระธรรม สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูก ไปทีละเล็กทีละน้อย.

You may also like

Leave a Comment

-
00:00
00:00
Update Required Flash plugin
-
00:00
00:00