Home » ทุกข์ทุกอย่าง

ทุกข์ทุกอย่าง

( Somboon )

by Pakawa

เพราะเราไม่รู้ความจริงว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้น เป็นแต่เพียงธรรมที่เกิดขึ้นและดับไปที่เป็นทุกข์ เมื่อไม่รู้ว่าเป็นแต่เพียงธรรมที่เกิดขึ้น และดับไปที่เป็นทุกข์ ไม่ใช่เรา จึงเป็นทุกข์ประการต่าง ๆ และเพราะไม่รู้ความจริงด้วยปัญญา ก็ย่อมไม่เห็นโลกตามความเป็นจริง จึงหลงยึดติดในสิ่งที่เป็นสมมติ ไม่รู้ความจริงว่ามีแต่ธรรมที่เป็นทุกข์เท่านั้น

ทุกข์ทุกอย่าง

     ถ้าไม่รู้จักทุกข์ ก็ไม่สามารถละทุกข์ได้จริงๆ และทุกข์ในพระพุทธศาสนา มีความละเอียดลึกซึ้งอย่างยิ่ง และรู้ได้ด้วยปัญญาระดับสูงไม่ใช่เพียงการคิดนึกเท่านั้น จริงอยู่ขึ้นชื่อว่าทุกข์นี้มีประการต่าง ๆ เป็นอเนกคือ ทุกขทุกข์ (ทุกข์เพราะทนได้ยาก), วิปริณามทุกข์ (ทุกข์เพราะเปลี่ยนแปลง), สังขารทุกข์ (ทุกข์ของสังขาร), ปฏิจฉันนทุกข์ (ทุกข์ปกปิด), อัปปฏิจฉันนทุกข์ (ทุกข์เปิดเผย), ปริยายทุกข์ (ทุกข์โดยอ้อม) และ นิปปริยายทุกข์ (ทุกข์โดยตรง)
ทุกขทุกข์ คือทุกขเวทนาที่เป็นไปทางกายและจิต ชื่อว่า เพราะเป็นทุกข์ทั้งโดยสภาวะทั้งโดยชื่อ.
วิปริณามทุกข์ คือสุขเวทนา เพราะเหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ โดยการเปลี่ยนแปลง.  
สังขารทุกข์ คืออุเบกขาเวทนา และสังขารทั้งหลายที่เหลือเป็นไปในภูมิ ๓ เพราะถูกความเกิดและดับบีบคั้น ก็ความบีบคั้น ด้วยความเกิดและดับ ย่อมมีแม้แก่มรรคและผลทั้งหลายเหมือนกัน เพราะฉะนั้น พึงทราบว่าธรรมเหล่านั้น ชื่อว่าสังขารทุกข์ ด้วยอรรถว่า นับเนื่องด้วยทุกขสัจจะ
ปฏิจฉันนทุกข์ คือ ป่วยไข้ทางกายและจิตมีปวดหู ปวดฟัน ความเร่าร้อนเกิดแต่ราคะ ความเร่าร้อนเกิดแต่โทสะเป็นต้น เพราะต้องถามจึงรู้และเพราะก้าวเข้าไปแล้วก็ไม่ปรากฏ ท่านเรียกว่า ทุกข์ไม่ปรากฏดังนี้บ้าง
อัปปฏิจฉันนทุกข์ ความป่วยไข้มีการถูก ทำร้าย ได้รับอุบัติเหตุ บาดเจ็บ เป็นต้น เป็นสมุฏฐาน ชื่อพราะไม่ถามก็รู้ได้ และเพราะเข้าถึงแล้วก็ปรากฏ
นิปปริยายทุกข์ คือ ทุกขทุกข์ เว้นทุกขทุกข์ที่เหลือ ชื่อว่า ปริยายทุกข์ เพราะเป็นวัตถุ ที่อาศัยเกิดแห่งทุกข์นั้น ๆ
ทุกข์ คือ ความจริงอย่างประเสริฐคือสภาพที่ทนได้ยาก หมายถึงสภาพธรรมที่เกิดดับ และทำให้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏฏ์ คือ จิต ๘๑ เจตสิก ๕๑ รูป ๒๘ ซึ่งเป็นโลกียธรรมทั้งหมด
     ทุกขอริยสัจจะ กิจคือ ควรกำหนดรู้ ที่เรียกว่า ปริญญากิจ ที่ควรกำหนดรู้ เพราะเราไม่รู้ความจริงว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้น เป็นแต่เพียงธรรมที่เกิดขึ้นและดับไปที่เป็นทุกข์ เมื่อไม่รู้ว่าเป็นแต่เพียงธรรมที่เกิดขึ้น และดับไปที่เป็นทุกข์ ไม่ใช่เรา จึงเป็นทุกข์ประการต่าง ๆ และเพราะไม่รู้ความจริงด้วยปัญญา ก็ย่อมไม่เห็นโลกตามความเป็นจริง หลงยึดติดในสิ่งที่เป็นสมมติ ไม่รู้ความจริงว่ามีแต่ธรรมที่เป็นทุกข์เท่านั้น เมื่อไม่รู้จึงทำบาปอกุศลต่างๆ เมื่อทำบาปอกุศลก็ทำให้เกิดในอบาย และวนเวียนในสังสารวัฏฏ์ไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้นจึงควรรู้ทุกข์ตามความเป็นจริงด้วยปัญญา คือกำหนดรู้ด้วยปัญญาเพื่อจะได้เห็นทุกข์ตามความเป็นจริง เกิดปัญญาดับกิเลสอันนำมาซึ่งทุกข์
อย่างไรจึงจะเรียกว่าการกำหนดรู้ เมื่อปัญญาเกิดรู้ความจริงของสภาพธรรมที่กำลังปรากฎที่เป็นทุกข์ รู้ความจริงว่าไม่เที่ยงเป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา ไม่ใช่เรา นั่นคือ สติปัฏฐานเกิด รู้ความจริงนั่นเอง ชื่อว่า กำหนดรู้แล้ว รู้ด้วยปัญญา โดยไม่มีเราที่จะไปกำหนดรู้
     เมื่อปัญญารู้ความจริงของสภาพธรรม สิ่งที่ได้ คือ การรู้จักโลกตามความเป็นจริง คือ วิชชา ปัญญาเกิดย่อมละความไม่รู้ อวิชชาและกิเลสประการต่าง ๆ ได้จนดับกิเลสหมด และไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด อันนำมาซึ่งทุกข์
     ดังนั้น การรู้ทุกข์ จึงไม่ใช่การไปกำหนดรู้ตอนนั่งสมาธิ คือว่าเจ็บ อย่างนี้ไม่ใช่ปัญญา แต่การกำหนดรู้ทุกข์ คือรู้ด้วยปัญญาในสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้ แม้ไม่ทุกข์เลย แต่มีสภาพธรรมที่เกิดขึ้นและดับไป นั่นแหละทุกข์แล้ว.

You may also like

Leave a Comment

-
00:00
00:00
Update Required Flash plugin
-
00:00
00:00