ปัญญามีกิจที่ตรงกันข้ามกับอกุศล เพราะฉะนั้น ก็จะเห็นได้ว่า เราทำอะไรไม่ได้เลย ถ้าเรารู้กิจของปัญญา ปัญญาสามารถที่จะรู้ว่าสิ่งใดผิด สิ่งใดถูก สิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควร เราก็จะอบรมเจริญปัญญา ให้ปัญญาเกิดขึ้น แล้วก็ทำกิจของปัญญาได้ แต่ถ้าปัญญาไม่เกิด แล้วจะอ้อนวอนขอให้เราเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ก็เป็นไปไม่ได้ และอยู่ดีๆ ปัญญาก็เกิดไม่ได้ ต้องอบรมเจริญให้ค่อยๆ เกิดขึ้น
ความเข้าใจเรื่องการปฏิบัติ
ความเข้าใจเรื่องการปฏิบัติ ในภาษาไทย เราใช้คำว่า “ปฏิบัติ” หมายความถึงการทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด อย่างสมมติว่านั่งอยู่อย่างนี้ บางคนก็อาจจะคิดว่า ไม่ได้ปฏิบัติ ถ้าปฏิบัติก็คือ “ทำ” ในภาษาไทย เพราะฉะนั้นบางคนก็คิดว่า ต้องทำหรือไปทำ
แต่ว่าตามความเป็นจริงแล้ว สภาพธรรมทุกอย่างมีกิจการงานหน้าที่ของสภาพธรรมนั้น เช่น โลภะ ความต้องการเกิดขึ้นขณะใด เป็นสภาพที่ติดข้อง ไม่ยอมสละ โทสะเกิดขึ้นขณะใด จิตจะกระด้าง และมีความขุ่นเคืองประทุษร้ายเบียดเบียน นั่นเป็นกิจการงานของสภาพธรรมนั้นๆ เพราะฉะนั้นให้ทราบว่า สิ่งที่เราเคยยึดถือว่า เป็นเราทั้งหมด เป็นธรรมแต่ละอย่าง นี้เป็นสิ่งที่เราอาจจะไม่เคยคิดว่า พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรม ก็คือทรงแสดงเรื่องจริงซึ่งมีอยู่แก่ทุกคน และสิ่งต่างๆที่มี ที่เราเคยยึดถือว่าเป็นเรา แท้ที่จริงก็เป็นธรรม
ถ้าเข้าใจธรรมแล้วก็จะรู้ว่า ตาก็เป็นธรรมะ หู จมูก ลิ้น กาย ความคิด ความสุข ความทุกข์ ความริษยา ความมานะ ความสำคัญตน ความเกียจคร้าน ความง่วงนอน ทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรมะทั้งหมด
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรม คือ ทรงแสดงเรื่องสภาพธรรมจริงๆ ซึ่งทุกคนมี แต่ว่าไม่เคยเข้าใจ แล้วก็มียึดถือว่าเป็นเรา เพราะฉะนั้นก็เลยมีความคิดว่า เราทำหรือว่าเราปฏิบัติ แต่แท้ที่จริงแล้ว ธรรมนั่นเองปฏิบัติกิจของธรรมนั้นๆ
เวลาที่เราเกิดหวังดีต่อใคร ให้ทราบว่า สภาพธรรมนั้นเกิดขึ้นกำลังทำกิจหวังดี แต่เวลาที่โกรธ ทั้งๆ ที่เราบอกว่าคนนี้เป็นเพื่อนเรา แต่ลองคิดดูว่า เราเคยโกรธเพื่อนคนนั้นไหม ทั้งๆ ที่เขาเป็นเพื่อนเรา แต่เราก็ยังเคยโกรธเขา เวลาที่ลักษณะสภาพธรรมที่โกรธเกิดขึ้น ความโกรธก็เป็นธรรมชนิดหนึ่ง ก็ทำกิจของธรรม คือ ไม่ชอบใจเลยในการกระทำของคนนั้น ในเรื่องนั้น
นี่ก็แสดงให้เห็นว่า ธรรมปฏิบัติกิจของธรรม ไม่ใช่มีเราซึ่งเป็นตัวตนที่จะทำ อย่างขณะนี้ที่ทุกคนกำลังนั่ง ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมศึกษาพระธรรม ก็จะคิดว่า เป็นเรา ตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้าของเราหมด
แม้แต่การได้ยินชั่วขณะนิดหนึ่ง ซึ่งจะเกิดขึ้นกระทำกิจได้ยินเสียงที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ก็บังคับบัญชาไม่ได้ แล้วไม่มีใครทำด้วย แต่จิตนั้นเกิดขึ้นทำกิจได้ยินแล้วก็ดับ ไม่ใช่ในขณะที่คิดนึก ทุกอย่างเป็นธรรมซึ่งเกิดขึ้นปฏิบัติกิจของธรรม
มีสภาพธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งภาษาไทยเราก็ใช้บ่อย คือคำว่า “สติ” คงไม่มีใครไม่ใช้คำนี้ แต่ว่าใช้ผิด คืออะไรๆ ก็ต้องผิด เพราะเหตุว่าถ้าไม่ได้ศึกษาจริงๆ ตามพระพุทธศาสนาแล้ว เราก็แปลความหมายเอาเอง อย่างบางคนเขาบอกว่า เดินข้ามถนน แล้วรถไม่ชน ก็มีสติ หรือปอกผลไม้ มีดไม่บาดก็มีสติ ตลอดจนทำอะไรก็ให้รู้ตัว คิดอะไรก็ให้รู้ หรืออาจจะใช้คำว่าตามรู้ แต่ตามความเป็นจริงแล้ว สติจริงๆ ต้องเป็นธรรมฝ่ายดี เป็นสภาพธรรมที่มีการระลึกได้ ที่เป็นไปในทางกุศลทั้งหมด เท่านั้น
เพราะฉะนั้นไม่ใช่เราที่ปฏิบัติสมถะ ไม่ใช่เราที่ปฏิบัติวิปัสสนา แต่เป็นสติ การระลึกได้ที่จะเจริญกุศล และก็ไม่ใช่กุศลเพียงขั้นเล็กๆ น้อยๆ ทาน ชั่วครั้งชั่วคราว แต่เป็นการทำให้จิตของเราสงบจากอกุศลทุกอย่าง แล้วก็เพิ่มความมั่นคงในการสงบขึ้น นั่นถึงจะเป็นสมถภาวนา แล้วสภาพธรรมหลายอย่างซึ่งเป็นสภาพธรรมฝ่ายดี ช่วยกันเกิดขึ้นปฏิบัติกิจ ไม่ใช่มีความเป็นตัวตนว่าอยากจะนั่งให้สงบ หรือเครียดแล้วก็อยากจะไม่เครียด แล้วก็ไปทำอะไรขึ้นมา แล้วก็คิดว่าขณะนั้นเป็นสมถะ นั่นไม่ใช่ ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง ไม่ว่าจะได้ยินคำหนึ่งคำใด ขอให้มีความเข้าใจถูกจริงๆ ในคำนั้น ก็จะเป็นประโยชน์สำหรับเรา
นั่นเป็นการเริ่มต้นของปัญญา ซึ่งเกิดจากความเข้าใจถูกต้องทีละเล็กทีละน้อยเพิ่มขึ้น แล้วถ้าปราศจากปัญญา จะปฏิบัติอะไร สมถะก็ไม่ได้ วิปัสสนาก็ไม่ได้ ผิดหมด ต้องเป็นปัญญาของเราเองซึ่งค่อยๆ เกิดขึ้นทีละน้อย และจะเห็นประโยชน์ของปัญญาเพิ่มขึ้น ด้วยการฟังการศึกษาพระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดง ให้เข้าใจ ด้วยความเคารพ ด้วยความละเอียด ไม่คิดเองหรือคิดว่าเข้าใจแล้ว.
