พระธรรมที่ทรงแสดง เพื่อให้ผู้อื่นได้รู้ตาม เพื่อให้รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง ไม่ผิดไม่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง สิ่งสำคัญ คือ เริ่มเข้าใจตั้งแต่ต้นว่า ทุกอย่างเป็นธรรม แม้แต่ “สติ” ก็เป็นสภาพธรรมที่มีจริง เป็นเจตสิกธรรมที่ดีงาม ไม่ใช่จิตแต่เวลาเกิดก็ต้องเกิดร่วมกับจิตที่ดีงามเท่านั้น จะไม่เกิดร่วมกับจิตที่เป็นอกุศลเลย
รู้จักสติก่อน
สติเจตสิก เป็นสภาพที่ระลึกรู้ เพราะว่าเมื่อเป็นนามธรรมก็ต้องรู้ แต่ว่าเวลาที่ใช้คำว่า “ระลึกรู้” ในภาษาไทย เราคิดว่าเราไปคิดถึงอะไร อย่างเก่า ๆ ระลึกถึงอดีต อนาค มีใครระลึก ถ้าใช้คำว่า “คิดถึง” เราคิดถึงได้ แต่ว่าส่วนใหญ่เวลาเราใช้คำว่าระลึกถึง เราจะคิดถึงสิ่งที่ได้ล่วงไปแล้วในภาษาไทย แต่ไม่ทราบว่าผู้รู้ในภาษาไทย ท่านก็อาจจะมีคำอธิบายเพิ่มเติม แต่ว่าภาษาสามัญ ภาษาชาวบ้านที่ใช้กันก็คือว่า คิดถึง สิ่งที่ล่วงแล้วคือระลึกถึง แต่ว่าสติเจตสิก เราจะไม่ใช้คำว่า “ระลึก” ก็ได้ แต่ว่าโดยศัพท์ใช้คำว่า “ระลึก” เพราะเหตุว่าสภาพธรรมทุกอย่างที่เป็นนามธรรมที่เกิดเป็นสภาพรู้ ต้องเกิดขึ้นรู้ เมื่อเกิดแล้วก็ต้องรู้ แล้วแต่ว่าจะรู้โดยฐานะของจิต หรือว่ารู้โดยฐานะของเจตสิก
ขณะใดที่เป็นไปในทาน เป็นไปในการคิดแม้จะให้ ขณะนั้นสภาพที่ระลึก เกิดขึ้นเป็นไปในทาน เพราะคิดถึงการให้ นั่นคือสภาพของสติเจตสิก ต่างกับ วิตกเจตสิก ซึ่งวิตกเจตสิก คิดได้ทั้งกุศลและอกุศล จะคิดเรื่องไม่ดีก็ได้ จะคิดเรื่องดีก็ได้ แต่ถ้าเป็นสติเจตสิก เป็นโสภณเจตสิก เป็นเจตสิกฝ่ายดี เพราะฉะนั้นเมื่อสติเจตสิกเกิดขึ้นขณะใด จิตขณะนั้นเป็นโสภณ แล้วแต่ว่าจะเป็นกุศลระดับใด หรือว่าจะเป็นกุศลวิบาก หรือว่าจะเป็นกิริยาจิตของพระอรหันต์ สติก็เป็นสภาพที่ระลึกเป็นไปในขณะนั้น
สติ เป็นองค์ประกอบในหลาย ๆ หลักธรรมในทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ พละ ๕ และ อินทรีย์ ๕ (สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) สติในสติปัฏฐาน ในการเจริญสมถ (สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) ในโพชฌงค์ ๗ ในอริยมรรค ๘ (สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นต้น) สัปปุริสธรรม ข้อแรก คือ สัทธัมมสมันนาคโต ประกอบด้วยธรรมเจ็ดประการ อันได้แก่ ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ เป็นพหูสูต มีความเพียรอันปรารภแล้ว มีสติมั่นคง มีปัญญา
และที่สำคัญที่จะต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องว่า สติเจตสิก เป็นธรรมะที่เกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัย เป็นอนัตตา ไม่มีใครที่จะทำให้สติเกิดถ้าไม่มีปัจจัยดังนั้น คำพูดที่ว่า ให้มีสติ จึงแสดงให้เห็นว่าไม่เข้าใจเรื่องอนัตตา และ สติจะเกิดขึ้นในขณะที่จิตเป็นกุศลเท่านั้น ไม่ใช่การรู้ตัวว่า กำลังทำอะไร กำลังคิดอะไร ข้ามถนนต้องมีสติ ขับรถต้องมีสติ เป็นต้น นั่นเป็นสติที่มีความหมายแบบไทยๆ ไม่ใช่สติในความหมายในพุทธศาสนา ถ้าเข้าใจความหมายผิดแม้แต่คำเดียว ความเข้าใจธรรมะส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกันก็ผิดไปด้วย การกระทำใดๆ ที่เรียกว่า ปฏิบัติ ก็ต้องผิด.
