ถ้าไม่มีการฟังพระธรรมศึกษาพระธรรม ย่อมไม่มีทางที่จะเห็นโทษของความไม่รู้ในสิ่งที่กำลังปรากฏ จึงทำให้หลงพอใจ มากจนเป็นความทุกข์ เมื่อเกิดความพลัดพราก หรือไม่ได้ในสิ่งที่พอใจ จนกระทั่งเป็นเหตุให้กระทำทุจริตกรรมต่างๆ
ใครไม่ดีก็เรื่องของเขา
ใครไม่ดีก็เรื่องของเขา อกุศลจิตของเขาเกิดแล้ว แต่เมตตาของเราเกิดหรือเปล่า มีความเป็นมิตรเป็นเพื่อนหรือเปล่า เมตตาเป็นบารมี (คุณความดีที่ทำให้ถึงฝั่งของการดับกิเลส) ด้วย บุคคลที่กระทำไม่ดีต่างๆ ก็ด้วยความไม่รู้ แล้วเราควรโกรธความไม่รู้ของเขาไหม เราควรมีเมตตาหวังดี ถ้าสามารถที่จะเกื้อกูลเขาได้ก็เกื้อกูล นี่ก็แสดงให้เห็นว่ากว่าจะถึงกาลเวลา ที่ทำให้กุศลทั้งหลายสมบูรณ์สามารถที่จะเข้าใจธรรม (สิ่งที่มีจริง) ซึ่งเป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี แต่เป็นผู้ตรงที่จะรู้ว่าธรรมเป็นธรรม แล้วก็ไม่วินิจฉัยเอนเอียงด้วยโลภะหรือโทสะ แต่ว่าด้วยปัญญาที่มีความเห็นถูกในสภาพธรรม ด้วยเหตุนี้ ก็จะเข้าใจถึงพระมหากรุณาของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา หลังจากที่ตรัสรู้แล้วไม่นานเลย แล้วก็ใกล้ต่อการที่จะปรินิพพาน ก็ยังเห็นว่าสัตว์โลกควรที่จะได้ฟังคำจริงที่สามารถที่จะสะสมไปเพื่อที่จะให้มีความเห็นถูกจริงๆว่าธรรมเป็นธรรม
เพราะฉะนั้น แต่ละคน เมื่อพูดถึงธรรม ก็ไม่ได้อยู่ไกลตัว ไม่ได้อยู่ที่คนอื่น ไม่ใช่โกรธคนอื่น โกรธอยู่ที่ไหน ก็อยู่ที่ตัวเอง จะให้พ้นไหม หรือว่า เอาไว้ก่อน อันตรายมากเลย ไม่เห็นภัยที่ยิ่งกว่าภัยอื่น เพราะใกล้ตัวที่สุด เกิดเมื่อไหร่ก็ได้ นอนสบายๆ ก็เป็นทุกข์ได้แล้ว เพราะกิเลส ใครทำให้ไม่มีใครทำให้เลย อกุศลที่สะสมมานั่นเอง
การฟังพระธรรม จะเห็นได้ว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระมหากรุณาแสดงโดยละเอียดอย่างยิ่งโดยประการทั้งปวง ไม่ว่าขณะนั้นจะประทับที่ไหน มีสิ่งใดที่กำลังปรากฏ ก็ล้วนเป็นธรรมที่มีประโยชน์ เพราะฉะนั้น อย่าลืม ฟังธรรมเพื่อเข้าใจสิ่งที่กำลังมี.