เห็นกายในกายเป็นอย่างไร

( Somboon )

สติปัฏฐาน ไม่ใช่การคิดนึก แต่เป็นการระลึกรู้ตรงลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง และก่อนที่จะไปถึงสติปัฏฐาน ก็ต้องเริ่มที่การสะสมความเข้าใจถูกเห็นถูก ในสภาพธรรมที่มีจริงๆ ด้วยการฟังการศึกษาพระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสด

เห็นกายในกายเป็นอย่างไร

การพิจารณาเห็นกายภายในกาย เป็นการเจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือการพิจารณาเห็นกายบ่อยๆ เนืองๆ หมายถึง สติปัฏฐานขณะที่มีกายเป็นอารมณ์เป็นการระลึกศึกษาที่ลักษณะของรูปซึ่งเคยยึดถือว่าเป็นกายตามปกติ คือ ไม่มีการจดจ้องหรือเพ่งเล็งที่จะต้องการรู้สภาพของรูปใดรูปหนึ่งมาก่อน แต่เพราะการสะสมความเข้าใจจากการฟัง การพิจารณาเป็นสังขารขันธ์ปรุงแต่งให้สติพร้อมสัมปชัญญะเกิดขึ้นรู้ลักษณะของรูปธรรมซึ่งปรากฏโดยความเป็นสภาพที่ไม่รู้อารมณ์ เช่นลักษณะที่ เย็นร้อน อ่อนแข็ง ตึงไหว หรือ สี กลิ่น รส เป็นต้น ที่เคยยึดถือผิดว่าเป็นกาย หรืออวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของกาย เป็นการละวิปลาสที่ยึดถือว่างามในสิ่งที่ไม่งาม เพราะโดยสภาพของรูปนั้นเป็นสภาพที่ไม่งาม เนื่องจากเกิดขึ้นและดับไปอย่างรวดเร็ว มีอายุเพียง ๑๗ ขณะจิต แต่เพราะความไม่แยบคาย จึงยึดนิมิตอนุพยัญชนะเห็นว่า รูปกายซึ่งไม่งาม ว่าเป็นของงาม
ที่สำคัญ การเจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ก็ต้องพิจารณาเห็นกายภายใน และภายนอกตามความเป็นจริง ซึ่งโดยปกติเราจะยึดถือว่ามีกายของเรา ก็คือกายภายในและ กายคนอื่นที่เป็นกายภายนอก พระพุทธองค์จึงทรงแสดงให้เห็นว่า ควรพิจารณากายภายใน และกายภายนอกว่าเป็นแต่เพียงธรรม คือ รูปธรรมที่ปรากฏทางกายเท่า นั้นไม่มีใคร มีแต่ธรรม
ซึ่งจะเห็นกายภายใน และกายภายนอก ด้วยปัญญาที่เห็นตามความเป็นจริงว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา กายภายในคือตัวเราที่หลงยึดถือด้วยความเห็นผิดว่าเป็นเราจริงๆ ก็เป็นธรรมเป็นเพียงธาตุ กายภายนอกคือบุคคลอื่นก็เป็นธรรมทั้งหมด ละความยึดถือว่าเป็นกายของเรา และกายของผู้อื่นเพราะเห็นตามความเป็นจริงว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา
กายานุปัสสนาสติปัฏฏฐาน เป็นการระลึกรู้ลักษณะสภาพธรรมที่ปรากฏที่กาย หรือที่เคยยึดถือว่าเป็นกายของเรา นั่นก็คือ มหาภูตรูป ๔ คือธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ และธาตุลม ตึง ไหว ซึ่งจะต้องเห็นว่า ว่าเป็นเพียงสภาพธรรมที่มีจริง ไม่ใช่กายของเราเป็นเพียงรูปธรรมที่เกิดขึ้นปรากฏเท่านั้น ควรที่จะได้พิจารณาว่าทุกคนมีกายแน่นอน แต่ว่าก่อนที่ได้ฟังธรรม เรายึดถือว่า กายเป็นของเรา หรือเป็นตัวเราแต่เมื่อได้ฟังพระธรรมแล้วรู้ว่า ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตาแม้แต่คำว่า ธรรม คำเดียว ก็จะต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า เมื่อเป็นธรรมแล้วก็ต้องไม่ใช่เรา
สติปัฏฐานเป็นเรื่องของการอบรมเจริญปัญญา ระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังมี กำลังปรากฏตามความเป็นจริง บุคคลผู้อบรมนั้น ซึ่งจะต้องเป็นผู้ได้ฟังพระธรรม ได้ศึกษาพระธรรม ฟังในสิ่งที่มีจริงบ่อยๆ เนืองๆ มีความเข้าใจที่ถูกต้องในธรรม ที่เป็นนามธรรม และรูปธรรม ไม่มีการเลือก ไม่มีการเจาะจง หรือไม่มีการเว้นไม่ให้รู้รูปนั้น นามนี้ และสภาพธรรมที่เป็นที่ตั้งให้สติปัฏฐานเกิดนั้น ล้วนเป็นธรรมที่มีจริงทั้งสิ้น เมื่อประมวลแล้ว ไม่พ้นไปจาก กาย เวทนา จิต และธรรม
ทั้งหมดนั้น ล้วนเป็นธรรมที่มีจริงทั้งสิ้น และประการที่สำคัญ สติปัฏฐาน ไม่ใช่การคิดนึก แต่เป็นการระลึกรู้ตรงลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง และก่อนที่จะไปถึงสติปัฏฐาน ก็ต้องเริ่มที่การสะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกในสภาพธรรมที่มีจริงๆ ในชีวิตประจำวัน ด้วยการฟังพระธรรมศึกษาพระธรรม ให้เข้าใจเสียก่อน.

Related posts

ความเห็นผิด

จะอยู่ในโลกนี้อีกไม่นาน

แสวงหา