พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระมหากรุณาให้โอกาสเสมอ ให้ได้ฟังคำซึ่งจะเตือนใจให้สามารถที่จะพิจารณาว่า สิ่งใดเป็นกุศล สิ่งใดเป็นอกุศล หมายความว่า เปลี่ยนจากความไม่รู้ เป็นการค่อยๆ รู้ขึ้น เมื่อมีความเข้าใจถูกต้อง การพูด การทำ และความเข้าใจ ก็ถูกด้วย
อิริยาบถปิดบังทุกข์
ธรรมะมีทุกขณะ ไม่ว่าจะกำลังนั่ง นอน ยืน หรือ เดิน แต่ตัวธรรมจริงๆ ไม่ใช่ท่านั่ง ท่านอน ท่ายืน หรือ ท่าเดิน ที่อิริยาบถปิดบังทุกข์ เพราะเราสะสมความเห็นผิดจำผิดว่าเป็นกลุ่มก้อน เป็นตัวตนที่นั่ง นอน ยืน เดิน ยึดถือสิ่งที่ประชุมรวมกันซึ่งทรงไว้ในท่าทางนั้นว่าเป็นอัตตา ด้วยความไม่รู้จึงไม่เห็นทุกข์คือการเกิดขึ้นและดับที่แสนสั้นของสภาพธรรมแต่ละอย่าง ในขณะที่ทรงอิริยาบถอย่างนั้น ธรรมะมากมายเกิดแล้วดับไป แต่เพราะความรวดเร็วของการเกิดดับสืบต่อ เราจึงหลงเข้าใจผิดว่ายังมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยงอยู่ เพราะอวิชชาปกปิด ตัณหาฉาบทา และเห็นผิดด้วยทิฏฐิ จึงทำให้ไม่รู้สภาพธรรมที่ปรากฏตามความเป็นจริง จึงต้องฟังพระธรรมศึกษาพระธรรมให้เข้าใจ จนกว่าจะมั่นคงในความเป็นธรรม จึงจะเป็นปัจจัยให้เกิดการระลึกรู้ตรงลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏได้ ทางหนึ่งทางใดก็ได้ ไม่ต้องเลือกไม่จดจ้องไม่เจาะจง ขณะที่ระลึกรู้ตัวจริงของธรรม จะมีแต่ธรรมนั้นปรากฏกับปัญญา ไม่มีธรรมอื่นปะปนด้วย และไม่มีเราที่กำลังนั่ง นอน ยืน หรือ เดิน ใดทั้งๆ สิ้น เป็นการเพิกอิริยาบถโดยความรู้ชัดในสภาพธรรมที่มีจริง
คำว่า “เพิก” ถ้าโดยภาษาไทยของเรา ก็คือ การถอน การเอาออก การเบิก แต่โดยความหมายทางธรรม ไม่มีเราไม่มีตัวตนที่จะไปถอนอะไร แต่ฟังธรรม แล้วเป็นความเข้าใจที่เพิ่มขึ้นจากการฟัง ว่าสิ่งที่มีจริงที่ปรากฏในขณะนี้ ถ้าหากกำลังนั่ง ขณะที่ทรงอยู่ในอิริยาบถนั่ง มีสิ่งที่มีจริงหรือไม่ อะไรเป็นสิ่งที่มีจริง นั่งมีจริง หรือ อ่อน แข็ง เย็น ร้อนมีจริง ฯลฯ ตามปกติปุถุชนมีความเห็นผิดว่าเป็นเรา เป็นตัวตนที่นั่ง ยึดถือสิ่งที่มีจริงที่มาประชุมรวมกันแล้วทรงไว้ในอิริยาบถนั่งว่าเป็นอัตตา แต่ความจริง เมื่อปัญญาเจริญขึ้นๆ ปัญญาก็จะรู้ชัดว่า ไม่มีนั่ง ไม่มีเรา มีแต่สภาพธรรมที่ปรากฏชั่วขณะที่ระลึกรู้ได้ในขณะนั้นเท่านั้น ขณะนั่ง มีกายที่รับกระทบสัมผัสต่างๆ ได้ ที่กาย มีแข็งอ่อน, เย็นร้อน ฯลฯ ปรากฏ แต่ไม่ได้เพิก คือ ไม่ได้ถอนความเป็นอัตตา เพราะเหตุว่าหลงลืมสติ เห็นผิดว่าเป็นตัวตน เป็นคน เป็นสัตว์ที่นั่ง จนกว่าจะสามารถระลึกรู้ได้ว่า สิ่งที่ปรากฏชั่วขณะนั้น ไม่ใช่เรา เป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่อาศัยเหตุปัจจัยจึงเกิดและปรากฏเท่านั้น เช่น แข็ง ที่ปรากฏกับสติสัมปชัญญะ สภาพ แข็ง ในขณะนั้น เป็นแต่เพียงสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่ง เมื่อมีปัจจัยให้ระลึกรู้บ่อยๆ เนืองๆ ในสิ่งที่ปรากฏ ความรู้ชัดเพิ่มขึ้น ปัญญาจึงค่อยๆ เพิกถอนการยึดถือการรวมกันเป็นกลุ่มก้อนของสภาพธรรมที่มาประชุมรวมกันออก เพราะความจริง มีแต่แข็งในขณะที่แข็งปรากฏ แข็งก็เป็นแข็ง จะเป็นตัวตนได้อย่างไร แข็งเกิดขึ้นเป็นแข็ง แล้วก็ดับ แล้วก็มีสภาพธรรมใหม่เกิดสืบต่อ ให้ปัญญาได้ศึกษาต่อไปอีก ธรรมแต่ละอย่างๆ อาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้นแตกต่างกัน ปรากฏให้จิตรู้ได้ในแต่ละทางแต่ละทวารของธรรมนั้นๆ และไม่ได้ปรากฏพร้อมกัน เพราะจิตเกิดดับทีละ ๑ ขณะ เมื่อรู้ชัดในธรรมที่มีจริงเพิ่มขึ้น ปัญญาจึงรู้ว่าไม่มีกลุ่มก้อนที่นั่ง ไม่มีเรานั่ง ไม่มีตัวตนของใครทั้งสิ้น มีแต่สภาพธรรมประเภทใดประเภทหนึ่งที่กำลังปรากฏให้อาศัยระลึกเพื่อเห็นถูกและค่อยๆ ละคลายการยึดถือลงเท่านั้น
ในมหาสติปัฏฐานสูตร กายานุปัสสนา อิริยาบถบรรพ
[ ๒๗๕ ] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุเมื่อเดินอยู่ ก็รู้ชัดว่า เราเดิน หรือเมื่อยืนก็รู้ชัดว่า เรายืน หรือเมื่อนั่ง ก็รู้ชัดว่า เรานั่ง หรือเมื่อนอน ก็รู้ชัดว่า เรานอน อนึ่งเมื่อเธอนั้น เป็นผู้ตั้งกายไว้ แล้วอย่างใดๆ ก็ย่อมรู้ชัดอาการกายนั้น อย่างนั้นๆ ฯลฯ (พระไตรปิฎก และอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่มที่ 14 ทีฆนิกาย มหาวรรค ข้อ 275 หน้า 211-212 )
อรรถกถามหาสติปัฏฐานสูตร อิริยาบถบรรพ อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงจำแนกกายานุปัสสนาโดยทางแห่งลมหายใจเข้าออก อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะทรงจำแนกโดยทางแห่งอิริยาบถจึงตรัสว่า ปุน จปรํ อีกอย่างหนึ่ง ดังนี้ เป็นต้น ในอิริยาบถนั้น พึงทราบความว่า แม้สัตว์ดิรัจฉาน เช่น สุนัขบ้าน สุนัขจิ้งจอก เป็นต้น เมื่อเดินไปก็รู้ว่าตัวเดิน ก็จริงอยู่ แต่ในอิริยาบถนั้น มิได้ตรัสหมายเอาความรู้เช่นนั้น เพราะความรู้เช่นนั้น ละความเห็นว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตนไม่ได้ เพิกถอนความเข้าใจว่า เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตนไม่ได้ ไม่เป็นกัมมัฏฐาน หรือสติปัฏฐานภาวนาเลย ส่วนการรู้ของภิกษุ (ผู้เจริญกายานุปัสสนา) นี้ย่อมละความเห็นว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตน เพิกถอนความเห็นว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตนได้ เป็นทั้งกัมมัฏฐาน และเป็นสติปัฏฐานภาวนา และคำที่ตรัสหมายถึง ความรู้ชัดอย่างนี้ว่า ใครเดิน การเดินของใคร เดินได้เพราะอะไร แม้ในอิริยาบถอื่นมีการยืนเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน จะวินิจฉัยในปัญหาเหล่านั้น คำว่า ใครเดิน ความว่าไม่ใช่สัตว์หรือบุคคลไรๆ เดิน คำว่า การเดินของใคร ความว่า ไม่ใช่การเดินของสัตว์หรือบุคคลไรๆ เดิน คำว่าเดินได้เพราะอะไร ความว่า เดินได้เพราะการแผ่ไปของวาโยธาตุอันเกิดแต่การกระทำของจิต เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นย่อมรู้ชัดอย่างนี้ คือจิตเกิดขึ้นว่าเราจะเดินจิตนั้นก็ทำให้เกิดวาโยธาตุๆ ก็ทำให้เกิดวิญญัติ ความเคลื่อนไหว การนำสกลกายให้ก้าวไปข้างหน้า ด้วยความไหวตัวแห่งวาโยธาตุอันเกิดแก่การกระทำของจิตเรียกว่าเดิน แม้ในอิริยาบถอื่น มียืนเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน ก็ในอิริยาบถยืน เป็นต้นนั้น จิตเกิดขึ้นว่า เราจะยืน จิตนั้นทำให้เกิดวาโยธาตุๆ ทำให้เกิดวิญญัติ ความเคลื่อนไหว การทรงสกลกายตั้งขึ้นแต่พื้นเท้าเป็นที่สุด ด้วยความไหวตัวแห่งวาโยธาตุอันเกิดแต่การทำของจิต เรียกว่ายืน จิตเกิดขึ้นว่าเราจะนั่ง จิตนั้นก็ทำให้เกิดวาโยธาตุๆ ก็ทำให้เกิดวิญญัติความเคลื่อนไหว ความคู้กายเบื้องล่างลงทรงกายเบื้องบนตั้งขึ้นด้วยความไหวตัวแห่งวาโยธาตุอันเกิดแต่การทำของจิต เรียกว่านั่ง จิตเกิดขึ้นว่าเราจะนอน จิตนั้นก็ทำให้เกิดวาโยธาตุๆ ทำให้เกิดวิญญัติความเคลื่อนไหว การเหยียดกายทั้งสิ้น เป็นทางยาวด้วยความไหวตัวแห่งวาโยธาตุอันเกิดแต่การทำของจิต เรียกว่า นอน เมื่อภิกษุรู้ชัดอย่างนี้ ย่อมมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า เขากล่าวกันว่า สัตว์เดิน สัตว์ยืน แต่โดยอรรถแล้ว สัตว์ไร ที่เดิน ที่ยืนไม่มี ประดุจคำที่กล่าวว่าเกวียนเดิน เกวียนหยุด แต่ธรรมดาว่า เกวียนไรๆ ที่เดินได้ หยุดได้เอง หามีไม่ ต่อเมื่อนายสารถีผู้ฉลาด เทียมโค ๔ ตัว แล้วขับไป เกวียนจึงเดิน จึงหยุด เพราะฉะนั้น คำนั้นจึงเป็นเพียงบัญญัติ สมมุติเรียกกันฉันใด กายเปรียบเหมือนเกวียน เพราะอรรถว่า ไม่รู้ ลมที่เกิดจากจิต เปรียบเหมือนโค จิตเปรียบเหมือนสารถีเมื่อจิตเกิดขึ้นว่า เราจะเดิน เราจะยืน วาโยธาตุ ที่ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวก็เกิดขึ้น อิริยาบถมีเดิน เป็นต้น ย่อมเป็นไปเพราะความไหวตัวแห่งวาโยธาตุ อันเกิดแต่การทำของจิต ต่อแต่นั้น สัตว์ก็เดิน สัตว์ก็ยืน เราเดิน เรายืน เพราะเหตุนั้น คำนั้น จึงเป็นเพียงบัญญัติสมมุติเรียกกัน ฉันนั้นเหมือนกัน (พระไตรปิฎก และอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่มที่ 14 ทีฆนิกาย มหาวรรค หน้า 298-302 อรรถกถามหาสติปัฏฐานสูตร)