พุทธศาสนาในประเทศไทยปัจจุบัน ซึ่งในรัฐธรรมนูญระบุว่านับถือพุทธนิกายเถรวาท แต่ในความเป็นจริง มีสำนักต่างๆ มีอาจารย์ต่างๆ มีคำสอนที่แตกต่างกัน มากมายเต็มไปหมด บ้างก็อ้างคำสอนของครูอาจารย์ที่สอนต่อๆ กันมาโดยไม่ตรงกับคำสอนในพระไตรปิฎก เป็นคำสอนที่เกิดจากการเข้าใจผิดเห็นผิด หรือคิดคำสอนแบบของตนๆ ยังให้มีผู้หลงผิดเชื่อถือในตัวครูอาจารย์ นั้นๆ หันหลังให้คำสอนที่แท้จริง นี้เป็น “อาจาริยวาท” ไม่ใช่ “เถรวาท” ยังคำสอนของสมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เสื่อมศูนย์ไปจากผู้นั้น
อาจาริยวาทและเถรวาท
หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดับขันธปรินิพพานแล้ว ประมาณ ๑๐๐ ปี พระภิกษุในพระพุทธศาสนาก็มีความเห็นแตกต่างกัน จึงมีการแบ่งแยกกันเป็น ๒ กลุ่มใหญ่คือ ผู้ที่ถือตามพระไตรปิฎกที่มีพระอรหันตรวบรวมสังคายนา ตั้งแต่พระมหากัสปะเป็นต้นมา เรียกตัวเองว่า “เถรวาท” อีกกลุ่มหนึ่งถือตามอาจารย์ของตน เรียกว่า “อาจาริยวาท”
กาลต่อมา นิกายอาจาริยวาท มีการแตกแยกไปหลายนิกาย และมีชื่อเรียกพระภิกษุนิกายอาจาริยวาทว่า มหายาน เรียก นิกายเถรวาท ว่าหินยานในอรรถกถากถาวัตถุกล่าวว่า นิกายเถรวาทไม่มีความเห็นแตกแยก ถือตามพระไตรปิฎก แต่นิกายมหายาน ในกาลต่อมา มีการแตกแยกความเห็นเป็นจำนวนมาก
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ -หน้า 5 พระยสเถระผู้เป็นบุตรของพราหมณ์ ชื่อว่า กากัณฑกะ ฟังวัตถุ ๑๐ ประการนั้นแล้ว ได้ถือเอาพระเจ้าอโศกราช ผู้เป็นโอรสของพระเจ้าสุสุนาคะ ให้เป็นพระสหาย แล้วคัดเลือกพระเถระ ๗๐๐ รูป ในจำนวนภิกษุ ๑,๒๐๐,๐๐๐ รูป คือ ๑๒ แสน ย่ำยีวัตถุ ๑๐ ประการ เหล่านั้นแล้วก็ยกสรีระ คือ พระธรรมวินัยขึ้นสังคายนา ก็ภิกษุวัชชีบุตร มีประมาณ ๑๐,๐๐๐ รูป ถูกพระธรรมสังคาหกเถระทั้งหลาย ข่มขู่แล้ว คือ ติเตียนแล้ว จึงแสวงหาพวก ครั้นได้พวกที่เป็นทุพพลวะ อันสมควรแก่ตน ก็จัดตั้ง สำนักตระกูลอาจารย์ใหม่ ชื่อว่า มหาสังฆิกะแปลว่า พวกมาก ตระกูลอาจารย์ ๒ พวกอื่นอีก เกิดขึ้นคือ โคกุลิกะ และเอกัพโยหาริกะ ซึ่งแตกแยกมาจากตระกูลอาจารย์มหาสังฆิกะนั้น ตระกูลอาจารย์ ๒ พวกอื่นอีก คือ บัญญัตติวาทะ และพหุลิยะ ซึ่งมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า พหุสสุติกะ ซึ่งแตกแยกมาจาก นิกายโคกุลิกะ อาจริยวาท อื่นอีกชื่อว่า เจติยวาท เกิดขึ้นแล้ว ในระหว่างนิกายพหุลิยะนั้น นั่นแหละ
ในร้อยแห่งปีที่ ๒ คือ ภายในพระพุทธศักราช ๒๐๐ ปี ตระกูลอาจารย์ทั้ง ๕ ตระกูล เกิดขึ้นจาก ตระกูลอาจารย์มหาสังฆิกะ ด้วยประการฉะนี้ ตระกูลอาจารย์ทั้ง ๕ เหล่านั้น รวมกับ มหาสังฆิกะเดิม ๑ ก็เป็น ๖ ตระกูลด้วยกัน
ในร้อยแห่งปีที่ ๒ นั้น นั่นแหละ อาจริยวาท ทั้ง ๒ คือ มหิสาสกะ และวัชชีปุตตกะ เกิดขึ้น แตกแยกมาจาก เถรวาท ในบรรดาอาจริยวาททั้ง ๒ นั้น อาจริยวาททั้ง ๔ คือ ธัมมุตตริยะ ๑ ภัทรยานิกะ ๑ ฉันนาคาริกะ ๑ สมิติยะ ๑ เกิดขึ้นเพราะแตกแยกมาจาก นิกายวัชชีปุตตกะ ในร้อยแห่งปีที่ ๒ นั้น นั่นแหละ อาจริยวาท ๒ พวก คือ สัพพัตถิกวาทะ และธัมมคุตติกะ เกิดขึ้น เพราะการแตกแยกมาจากตระกูลอาจารย์มหิสาสกะ อีกนิกายชื่อว่า กัสสปิกะ เกิดขึ้นเพราะแตกแยกจากตระกูล สัพพัตถิกวาทะ
เมื่อนิกายกัสสปิกะ ทั้งหลายแตกกันแล้ว ก็เป็นเหตุ ให้นิกายชื่อว่า สังกันติกะ อื่นอีกเกิดขึ้น เมื่อนิกายสังกันติกะ ทั้งหลายแตกกันแล้ว นิกายชื่อว่า สุตตวาทะก็เกิดขึ้น อาจริยวาท ๑ นิกายเหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว เพราะแตกแยกมาจากเถรวาทอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้ อาจริยวาท ๑๑ นิกายเหล่านี้ รวมกับเถรวาทเดิมก็เป็น ๑๒ นิกาย. ในร้อยแห่งปีที่ ๒ คือ ภายในพระพุทธศักราช ๒๐๐ ปี อาจริยวาทคือ ลัทธิแห่งอาจารย์ ทั้งหมดรวม ๑๘ นิกาย คือ ๑๒ นิกายที่แยกมาจากเถรวาทเหล่านี้ และนิกายอาจริยวาท ๖ ที่แตกแยกมาจากตระกูลอาจารย์มหาสังฆิกะทั้งหลาย ฉะนี้แล.
คำว่า นิกาย ๑๘ นิกายก็ดี ตระกูลอาจารย์ ๑๘ ตระกูลก็ดี เป็นชื่อของนิกายที่กล่าวมาแล้วเหล่านั้น นั่นแหละ อนึ่งบรรดานิกาย ๑๘ นิกายเหล่านั้น ๑๗ นิกาย บัณฑิตพึงทราบว่าเป็นนิกายที่แตกแยกกันมา ส่วนเถรวาท บัณฑิตพึงทราบว่า เป็นนิกายที่ไม่แตกกัน
พุทธศาสนาในประเทศไทยปัจจุบัน ซึ่งในรัฐธรรมนูญระบุว่านับถือพุทธนิกายเถรวาท แต่ในความเป็นจริง มีสำนักต่างๆ มีอาจารย์ต่างๆ มีคำสอนที่แตกต่างกัน มากมายเต็มไปหมด บ้างก็อ้างคำสอนของครูอาจารย์ที่สอนต่อๆ กันมาโดยไม่ตรงกับคำสอนในพระไตรปิฎก เป็นคำสอนที่เกิดจากการเข้าใจผิดเห็นผิด หรือคิดคำสอนแบบของตนๆ ที่ไม่มีในพระไตรปิฎกเป็นธรรมะคิดเอง ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า บางอาจารย์สอนให้ทำโดยไม่สอนให้มีความรู้ความเข้าใจอะไรเลย “ทำไปแล้วจะรู้เอง” บางสำนักสอนให้สอนให้ทำสมาธิ แต่ไม่แยก สัมมาสมาธิต่างกับมิจฉาสมาธิอย่างไร บางสำนักสอนให้สวดสอนให้ท่อง เพื่อจะได้ในสิ่งต่างๆ เป็นลัทธิแบบสวดอ้อนวอน บางสำนักสอนให้ถือเอาแต่พุทธพจน์แล้วอธิบาย ด้วยความเห็นของตนเอง ฯลฯ ยังให้มีผู้หลงผิดเชื่อถือในตัวครูอาจารย์ นั้นๆ หันหลังให้คำสอนที่แท้จริง นี้เป็น “อาจาริยวาท” ไม่ใช่ “เถรวาท” ยังคำสอนของสมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เสื่อมศูนย์ไปจากผู้นั้น สิ่งที่น่าคิดคือท่านกำลังถือคำสอนตาม เถรวาท หรือ อาจริยวาท.
ธรรม ประจำวันนี้ จากพระไตรปิฎก
สังโยชน์ ๑๐ แบ่งเป็น ๒ หมวด คือ เบื้องต่ำ คือ ๕ ข้อแรก เบื้องสูง คือ ๕ ข้อหลัง
พูดไปแล้ว คือ ๒,๒,๓,๔,๕ นะครับ
วันนี้ พูดข้อที่
๖.รูปราคะ
แปลว่า ความติดใจในรูป ความหลงไหลในรูป ความยินดีในรูป ความลุ่มหลงเมื่อเห็นรูป ความกำหนัด พอใจในรูป รูปที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ คือ รูปธรรม ถ้าไม่พิจารณาให้ดี ก็ทำให้เกิด ราคะ ได้
ส่วนสมาธิ ที่พวกเราชอบทำกันอยู่ ชอบทำกันเป็นประจำวัน คือ สมาธิชั้นรูปฌาน หรือ รูปสมาบัติ
คือ สมาธิที่อิงอยู่กับรูปธรรม เอามาเป็น นิมิต เช่น ลมหายใจเข้า ลมหายใจ ออก
ลมหายใจ คือ รูปของเรา นะครับ หมายความว่า ไม่มีลมหายใจ ก็ไม่มีชีวิต นะครับ รูปหรือรูปธรรม ในขันธ์ ๕ มี ๒๘ ชนิด นะครับ ลมหายใจ ก็เป็น ๑ ใน ๒๘
บางคน
ไม่รู้เลยว่า การทำสมาธิ โดยกำหนดดู ลมหายใจเข้า ดูลมหายใจออก
คือ การดูกาย ไม่คิดด้วยว่า ลมหายใจ คือกาย เป็น รูปที่อยู่ในขันธ์ ๕
ความสงบ เป็นเรื่องที่ดี มาก มาก มาก
แต่เมื่อใด ที่ไปติดใจอยู่ในความสงบนิ่ง เป็นอย่างนี้อยู่ทุกวัน และ ไม่ได้ทำอะไร มากกว่านี้
กลายเป็นกิเลส ที่เรียกว่า รูปราคะ อยู่ใน สังโยชน์ ๑๐ ข้อที่ ๖ ซึ่งเป็นสังโยชน์เบื้องสูง มี ๕ ข้อ
บางคน
เกิดรูปราคะ แล้วไปเชื่อตามอาจารย์ ว่า บรรลุธรรมขั้นสูงสุดแล้ว ก็มี
บางคน
เกิดขึ้นเมื่อจิตใจ ไปติดอยู่ในความปราณีต สุดๆ ความสงบสุดๆ ที่เรียกกันว่า ความสุขจากการอยู่ใน รูปฌาน จนไม่อยาก ออกจากสมาธิ เพราะเมื่อออกมา จากสมาธิ แล้ว จิตใจก็จะวุ่นวาย ไม่สงบ อย่างแท้จริง เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย นั่นแหละครับ
บางคน
ถูกผูกมัด จิตวิญญาณ ให้ติดอยู่กับ รูปภูมิ ซึ่งเป็นภาพของคนที่ได้ รูปฌาน
เมื่อเสียชีวิต จากโลกนี้ไปแล้ว ก็จะไปเกิดที่นั่น
มีอายุยืนยาว เป็น ๒๐ ล้านปีมนุษย์
ดังที่ พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ ในช่วงตรัสรู้ ใหม่ๆ