อัตตาหิอัตตโนนาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งของตน

พระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง มีหลากหลายนัย ทั้งสมมติสัจจะ และปรมัตถสัจจะ คือ สมมติสัจจะ เป็นการแสดงธรรมที่เป็นเรื่องราว สัตว์บุคคลต่างๆ ส่วนปรมัตถสัจจะ เป็นการแสดงธรรมที่กล่าวถึงแต่สภาพธรรมล้วนๆ ไม่มีสัตว์ บุคคลมีแต่จิต เจตสิก รูป และ สภาพธรรมฝ่ายดี ไม่ดี

อัตตาหิอัตตโนนาโถ
ตนแลเป็นที่พึ่งของตน

เรื่องมารดาของพระกุมารกัสสปะเถระ พระไตรปิฎก คาถาธรรมบท เล่ม ๔๒
เรื่องย่อมีดังนี้ มีหญิงคนหนึ่งอ้อนวอนสามีบวช เมื่อได้บวชเป็นภิกษุณี ได้มีครรภ์ก่อนบวชคือเมื่อยังเป็นคฤหัสถ์ พระอุบาลีผู้เลิศพระวินัยชำระความบริสุทธิ์ของนางว่าบริสุทธิ์ ไม่ได้เริ่มมีครรภ์ตอนบวช พระภิกษุณีจึงไม่ต้องสึก ไม่นานก็คลอดบุตร พระราชารับเลี้ยงไว้ ตั้งชื่อว่า กุมารกัสสปะ เมื่อท่านโต ก็ออกบวช ไม่นานก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ส่วนนางภิกษุณีผู้เป็นมารดา ไม่ได้บรรลุธรรม ร้องไห้คิดถึงแต่บุตรตลอด ๑๒ ปี เมื่อนางภิกษุณีพบท่านพระกุมารกัสสปะเดินบิณฑบาต จึงเรียกบุตร วิ่งเข้าไปจะจับพระเถระแต่ได้ล้มลง พระเถระคิดว่าถ้าเราพูดด้วยถ้อยคำไพเราะ นางจะไม่สามารถตัดความรักได้ จะถึงความพินาศในการบรรลุมรรคผล จึงได้กล่าวคำตัดความรักว่า ท่านเที่ยวทำอะไรอยู่ถึงไม่อาจตัดความรักได้ นางกล่าวว่าพ่อพูดอะไร จึงกล่าวคำนั้นซ้ำอีก นางภิกษุณีคิดว่า โอ ลูกเราพูดถ้อยคำตัดความรักเช่นนี้ บุตรเรามีจิตกระด้าง ประโยชน์อะไรที่เราจะผูกพันบุตรคนนี้ วันนั้นเอง พระภิกษุณี อบรมปัญญาได้บรรลุเป็นพระอรหันต์
พระพุทธเจ้าตรัสเหตุที่นางภิกษุณีตัดความรักในพระกุมารกัสสปะบรรลุเป็นพระอรหันต์ และแสดงว่าใครอื่นจะทำให้ตัวเองบรรลุมรรคผล ได้สวรรค์ไม่ได้ นอกจากตนเองเท่านั้น พระพุทธเจ้าตรัสพระคาถาว่า “ตนแลเป็นที่พึ่งของตน. บุคคลอื่นใครเล่า พึงเป็นที่พึ่งได้ เพราะบุคคล มีตนฝึกฝนดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่ง ที่บุคคลได้โดยยาก”
อธิบายดังนี้ ใครอื่นไม่สามารถที่จะทำให้ตนเองได้สวรรค์ มรรคผล ถึงพระนิพพานได้ นอกจากตนเองเท่านั้นคือปัญญาของตนเองเท่านั้นที่จะอบรมปัญญา เจริญกุศล ถึงการดับกิเลสได้ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน บุคคลอื่นใครเล่า พึงเป็นที่พึ่งได้ ผู้ที่ฝึกตนด้วยปัญญาแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งที่ได้โดยยากคือการเป็นพระอรหันต์
คำว่าตนนี้ไม่ได้หมายถึงการมีสัตว์บุคคลจริงๆ แท้ที่จริงมีแต่ธรรม พระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง มีหลากหลายนัย ทั้งสมมติสัจจะ และปรมัตถสัจจะ สมมติสัจจะ เป็นการแสดงธรรมที่เป็นเรื่องราว สัตว์บุคคลต่างๆ ส่วนปรมัตถสัจจะ เป็นการแสดงธรรมที่กล่าวถึงแต่สภาพธรรมล้วนๆ ไม่มีสัตว์ บุคคลมีแต่จิต เจตสิก รูป และ สภาพธรรมฝ่ายดี ไม่ดี
คำว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ก็ควรเข้าใจให้ถูกว่าไม่พ้นจากสภาพธรรมที่มีจริง ที่เป็นจิต เจตสิก เพราะ ตนในที่นี้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงถึงตน ด้วยการแทนที่เป็นสภาพธรรมฝ่ายดี ที่เป็นจิต เจตสิกที่ดี ที่จะเป็นที่พึ่งได้ สภาพธรรมที่เป็นอกุศล ไม่เป็นที่พึ่ง แต่สภาพธรรมที่ดีงาม มีจิต เจตสิกที่ดี เป็นที่พึ่งได้ ที่พึ่งที่แท้จริงคือปัญญาที่เข้าใจถูกว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา
ตน จึงไม่ได้แสดงถึง ความเป็นอัตตา แต่แสดงโดยนัยสมมติ ที่เป็นการแสดงถึงจิต เจตสิกที่ดีงาม มีปัญญา เป็นต้น อันเป็นการแสดงถึงความเป็นอนัตตา และตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ยังแสดงถึงอีกนัย ที่แสดงว่า ปัญญาของตนเองนั่นแหละ ที่จะเป็นที่พึ่ง ไม่ใช่ปัญญาของผู้อื่น ตนนั่นและ คือ ตนเอง เป็นที่พึ่ง
พระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงจึงเป็นเครื่องเตือนใจว่าที่พึ่งที่ประเสริฐ คือ ปัญญา ความเข้าใจพระธรรม และกุศลทุกประการที่เกิดขึ้นกับจิตไม่ใช่ของคนอื่น และทรงแสดงที่พึ่งที่ประเสริฐ คือการเข้าใจความจริงในขณะนี้ว่าเป็นแต่เพียงธรรมไม่ใช่เรา การเข้าใจว่าไม่ใช่เราเป็นแต่เพียงธรรม เป็นที่พึ่งที่จะทำให้พ้นจากอวิชชา ที่เป็นห้วงน้ำใหญ่คือกิเลสได้ เพราะฉะนั้น ปัญญาเป็นที่พึ่ง คือพึ่งด้วยความเข้าใจถูกว่าไม่ใช่เรานั่นเอง ซึ่งจะค่อยๆเริ่มมีได้ทีละน้อยด้วยการฟังพระธรรมในหนทางที่ถูกต้อง ตามความเป็นจริง ด้วยการตั้งจิตไว้ชอบว่าศึกษาพระธรรม เพื่อเข้าใจถูกว่าไม่ใช่เราเป็นแต่เพียงธรรม ก็จะค่อยๆละอวิชชาได้ ที่พึ่งที่ได้โดยยากคือการดับกิเลสได้ในที่สุด ที่ห้วงน้ำคือกิเลสท่วมไม่ถึง.

Related posts

มุสาวาท

ทุกขอริยสัจ

ทุกขสัจจะ