พระธรรมทั้งหมด นั้น แสดงให้ผู้ฟังผู้ศึกษาได้เข้าใจสิ่งที่มีจริงตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่มีจริงนั้น มีจริงในชีวิตประจำวัน ไม่ต้องไปทำอะไรที่ผิดปกติขึ้นมาในการที่จะรู้ธรรม แต่ต้องเป็นปกติจริงๆ ไม่ใช่ผิดปกติ การไปในหนทางที่ผิด เช่น การนั่งสมาธิ การเดินจงกรม ไม่ใช่การปฏิบัติธรรม ไม่ใช่เหตุที่จะทำให้รู้ธรรม เพราะการปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องของการถึงเฉพาะลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ด้วยสติและปัญญา
อพฺรหฺมจริย
ความประพฤติที่ไม่ประเสริฐ
คำว่า อพฺรหฺมจริย แปลว่า ความประพฤติที่ไม่ประเสริฐ หรือ อพรหมจรรย์ เมื่อกล่าวโดยรวมแล้วมุ่งหมายถึงอกุศลธรรมทั้งหมด เพราะอกุศลธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ใช่สิ่งที่ประเสริฐ ขณะใดที่อกุศลธรรมเกิดขึ้น ก็เป็นความประพฤติที่ไม่ประเสริฐ โดยเฉพาะที่เป็นความประพฤติที่ไม่ประเสริฐอย่างยิ่ง คือ การดำเนินไปในหนทางที่ผิด เป็นหนทางที่ไม่นำไปสู่ความเข้าใจธรรมตามความเป็นจริง เป็นหนทางที่ทำให้อกุศลธรรมทั้งหลายพอกพูนหนาแน่นยิ่งขึ้น มีความเห็นผิด เป็นต้น เบียดเบียนทั้งตนเอง เบียดเบียนทั้งผู้อื่น และยังเบียดเบียนคำจริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อีกด้วย ซึ่งเป็นโทษโดยส่วนเดียว
พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงตลอด ๔๕ พรรษา มีความละเอียดลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่งและที่สำคัญ แสดงถึงสิ่งที่มีจริงในชีวิตประจำวัน ที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเป็นธรรม คือ สิ่งที่มีจริงๆ การที่จะเข้าใจธรรมได้นั้น ต้องอาศัยการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม สะสมปัญญาไปตามลำดับ และจะต้องอาศัยกาลเวลาอันยาวนานในการอบรมเจริญปัญญา สะสมไปทีละเล็กทีละน้อย เพราะเหตุว่า ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรม โดยละเอียด โดยนัยประการต่างๆ มากมาย ก็เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์โลก จะได้มีความเข้าใจอย่างถูกต้อง ไม่เข้าใจผิด ธรรมดาของผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่ ยังละกิเลสอะไรๆ ไม่ได้ ก็ย่อมจะมีเหตุปัจจัยทำให้กิเลสประเภทนั้นๆ เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ การหลงงมงายหลงเชื่อคล้อยไปในสิ่งที่ผิด เป็นเรื่องของอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ แสดงให้เห็นเลยว่า ความเห็นผิด ความติดข้อง และความไม่รู้ นั้น นำพาไปในสิ่งที่ผิดมากมาย ไม่มีความเข้าใจถูกเห็นถูกอะไรเลย เป็นเหตุให้พอกพูนกิเลสอกุศลให้มากขึ้น เพราะเหตุว่า ประพฤติปฏิบัติหนทางใดๆ ด้วยความไม่รู้ หนทางนั้นไม่ใช่หนทางของปัญญา แต่เป็นหนทางที่ผิดโดยตลอด แล้วอย่างนี้ ที่พึ่งจริงๆ ของชาวพุทธคืออะไร บุคคลผู้เป็นชาวพุทธอย่างแท้จริงต้องเป็นผู้ฟังพระธรรมและมีความเข้าใจที่ถูกต้องตรงตามพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง พระองค์ทรงเป็นผู้บอกทางว่า ทางที่ถูก ที่เป็นไปเพื่อการรู้แจ้งสิ่งที่มีจริงตรงตามความเป็นจริง ถึงความเป็นผู้บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลส คือ อะไร นั่นก็คือทางแห่งการอบรมเจริญปัญญา ซึ่งเป็นทางเดียวเท่านั้นจริงๆ ที่จะเป็นไปเพื่อการดับทุกข์หมดจดจากกิเลสได้ในที่สุด ส่วนการจะดำเนินตามทางดังกล่าวหรือไม่นั้น ก็เป็นเรื่องของแต่ละบุคคลจริงๆ ตามการสะสม ถ้าเป็นผู้ดำเนินตามทางดังกล่าว ผลก็คือ ปัญญาเจริญขึ้นไปตามลำดับ จนถึงความสมบูรณ์พร้อมของปัญญาก็สามารถไปถึงการดับกิเลสทั้งหลายได้ในที่สุด แต่ต้องอาศัยกาลเวลาอันยาวนานในการอบรมเจริญปัญญา
แต่ในทางตรงกันข้าม ถึงแม้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงแสดงหนทางที่ถูกต้องแล้ว แต่บุคคลนั้นไม่ดำเนินตามทางดังกล่าว กลับเดินทางไปในทางที่ผิด ซึ่งเป็นหนหางแห่งการทำด้วยความเป็นตัวตน ด้วยความหวัง ความต้องการ ทำตามๆ กันไปด้วยความไม่รู้ ก็ย่อมเป็นผู้ไม่ได้รับประโยชน์จากพระธรรม ไม่เข้าใจความจริง และยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอย่างไม่มีวันจบสิ้น ไม่สามารถพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้เลย พระธรรม ไม่สาธารณะ คือ ไม่ทั่วไปกับทุกคนจริงๆ เฉพาะบุคคลผู้สะสมเหตุที่ดีมาแล้ว เคยได้ยินได้ฟังพระธรรมมาแล้วเท่านั้นที่จะเห็นประโยชน์และพร้อมที่จะรับฟังด้วยความเคารพ จึงจะเป็นผู้ได้ประโยชน์จากพระธรรมอย่างแท้จริง จึงแสดงให้เห็นตามความเป็นจริงว่า ที่จะมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังมีกำลังปรากฏ ตามความเป็นจริง นั้น ต้องได้ฟังได้ศึกษาพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงด้วยความเคารพ ละเอียด รอบคอบจริงๆ เพราะพระธรรมทั้งหมด นั้น แสดงให้ผู้ฟังผู้ศึกษาได้เข้าใจสิ่งที่มีจริงตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่มีจริงนั้น มีจริงในชีวิตประจำวัน ไม่ต้องไปทำอะไรที่ผิดปกติขึ้นมาในการที่จะรู้ธรรม แต่ต้องเป็นปกติจริงๆ ไม่ใช่ผิดปกติ การไปในหนทางที่ผิด เช่น การนั่งสมาธิ การเดินจงกรม ไม่ใช่การปฏิบัติธรรม ไม่ใช่เหตุที่จะทำให้รู้ธรรม เพราะการปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องของการถึงเฉพาะลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ด้วยสติและปัญญา ซึ่งจะขาดปัญญาตั้งแต่ต้นไม่ได้เลยทีเดียว ทางที่ทำให้หลง ทางที่ทำให้ผิด นั้น มีมากอย่างยิ่ง ดังนั้น ที่จะไม่หลงทาง ที่จะไม่ไปทางผิด จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะกลับมาตั้งต้นที่การฟังพระธรรมศึกษาพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง.