มหาอกัปปิยะ

ภิกษุใด รับเอารูปิยะ แล้วจ้างให้ขุดแร่เหล็กขึ้นด้วยรูปิยะนั้น, ให้ช่างเหล็กถลุงแร่เหล็กนั้น แล้วให้ทำบาตรด้วยโลหะนั้น. บาตรนี้ ชื่อว่า เป็นมหาอกัปปิยะ ภิกษุนั้นไม่อาจทำให้เป็นกัปปิยะได้ด้วยอุบายไร ๆ. ก็ถ้าว่า ทำลายบาตรนั้นแล้วให้ช่างทำกระถาง. แม้กระถางนั้นก็เป็นอกัปปิยะ. ให้กระทำมีด แม้ไม้สีพื้นที่ตัดด้วยมีดนั้น ก็เป็นอกัปปิยะ. ให้กระทำเบ็ด แม้ปลาที่เขาให้ตายด้วยเบ็ดนั้น ก็เป็นอกัปปิยะ. ภิกษุให้ช่างเผาตัวมีดให้ร้อนแล้ว แช่น้ำ หรือนมสดให้ร้อน. แม้น้ำและนมสดนั้น ก็เป็นอกัปปิยะเช่นกัน

มหาอกัปปิยะ

        กัปปิยะ หมายถึง สิ่งของเครื่องใช้ที่สมควรแก่สมณะคือพระภิกษุสามเณร เป็นสิ่งของที่พระภิกษุสามเณรบริโภคใช้สอยได้ ไม่ผิดพระวินัย เรียกชื่อเต็มว่า กัปปิยภัณฑ์ ได้แก่ ปัจจัย ๔ คือ ผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ที่พระพุทธองค์ทรงอนุญาตไว้
อกัปปิยะ มีความหมายว่า ไม่สมควร แสดงถึงทั้งวัตถุที่ไม่สมควร เช่น เงินทอง เป็นวัตถุที่เป็นอกัปปิยะ คือ ไม่สมควรแก่พระภิกษุ ใช้สอยต้องอาบัติ แม้ปัจจัย ๔ เหล่านั้น หากเป็นชนิดที่พระภิกษุสามเณรไม่ควรจะบริโภคใช้สอย หรือบริโภคใช้สอยไม่ได้ เรียกว่า อกัปปิยะ หรือ อกัปปิยภัณฑ์ เหมือนกัน
มหาอกัปปิยะ เป็นอย่างไร ซึ่งถ้าแปลตามตัวอักษร คือ ไม่สมควรอย่างยิ่ง ถ้าไม่ได้ศึกษาพระวินัยโดยละเอียด ก็ไม่เคยรู้ไม่เคยได้ยินคำนี้ ลองอ่าน และ พิจารณาในข้อความ ที่นำมาแสดงเรื่องนี้ไว้ดังนี้

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 968
สิกขาบทนี้ ในเพราะแลกเปลี่ยนภายหลัง. สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ภิกษุมีความสำคัญในสิ่งมิใช่รูปิยะว่าไม่ใช่รูปิยะ ซื้อ
ขายรูปิยะ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
เมื่อภิกษุซื้อขายวัตถุแห่งทุกกฏด้วย กัปปิยวัตถุนั้นนั่นแหละ ไม่เป็นอาบัติ เหมือนอย่างนั้น ในเพราะการรับมูลค่า, เป็นทุกกฏด้วยสิกขาบทนี้ ในเพราะการแลกเปลี่ยนภายหลัง. เพราะเหตุไร ? เพราะซื้อขายสิ่งเป็นอกัปปิยะ.
อนึ่ง เมื่อภิกษุแลกเปลี่ยนกัปปิยวัตถุ ด้วยกัปปิยวัตถุ นอกจากพวกสหธรรมิก ไม่เป็นอาบัติ ด้วยสิกขาบทก่อน ในเพราะการรับมูลค่า. เป็นนิสสัคคียปาจิตตีย์ด้วยวิกกยสิกขาบทข้างหน้า เพราะการแลกเปลี่ยนภายหลัง. เมื่อภิกษุถือเอาพ้นการซื้อขายไป ไม่เป็นอาบัติ แม้โดย
สิกขาบทข้างหน้า. (แต่) เป็นทุกกฏแก่ภิกษุผู้ประกอบการหาผลกำไร.

[อธิบายปัตตจตุกกะเป็นอุทาหรณ์]
อนึ่ง ผู้ศึกษาพึงทราบปัตตจตุกกะนี้ อันแสดงถึงความที่ รูปิยสัพโยหารสิกขาบทนี้หนัก. ความพิสดารว่า ภิกษุใด รับเอารูปิยะ แล้วจ้างให้ขุดแร่เหล็กขึ้นด้วยรูปิยะนั้น, ให้ช่างเหล็กถลุงแร่เหล็กนั้น แล้วให้ทำบาตรด้วยโลหะนั้น. บาตรนี้ ชื่อว่า เป็นมหาอกัปปิยะ ภิกษุนั้นไม่อาจทำให้เป็นกัปปิยะได้ด้วยอุบายไร ๆ. ก็ถ้าว่า ทำลายบาตรนั้นแล้วให้ช่างทำกระถาง. แม้กระถางนั้นก็เป็นอกัปปิยะ. ให้กระทำมีด แม้ไม้สีพื้นที่ตัดด้วยมีดนั้น ก็เป็นอกัปปิยะ. ให้กระทำเบ็ด แม้ปลาที่เขาให้ตายด้วยเบ็ดนั้น ก็เป็นอกัปปิยะ. ภิกษุให้ช่างเผาตัวมีดให้ร้อนแล้ว แช่น้ำ หรือนมสดให้ร้อน. แม้น้ำและนมสดนั้น ก็เป็นอกัปปิยะเช่นกัน.
ในมหาปัจจรี ท่านกล่าวว่า ก็ภิกษุใด รับรูปิยะแล้วซื้อบาตรด้วยรูปิยะนั้น, แม้บาตรนี้ของภิกษุนั้น ก็เป็นอกัปปิยะ ไม่สมควรแม้แก่สหธรรมิกทั้ง ๕. แต่ภิกษุนั้นอาจทำบาตรนั้น ให้เป็นกัปปิยะได้. จริงอยู่ บาตรนั้น จะเป็นกัปปิยะได้ ต่อเมื่อให้มูลค่าแก่เจ้าของมูลค่า และเมื่อให้บาตรแก่เจ้าของบาตร. ภิกษุจะให้กัปปิยภัณฑ์แล้วรับเอาไปใช้สอยสมควรอยู่.
ฝ่ายภิกษุใด ให้รับเอารูปิยะไว้แล้ว ไปยังตระกูลช่างเหล็กกับด้วย กัปปิยการก เห็นบาตรแล้วพูดว่า บาตรนี้ เราชอบใจ. และกัปปิยการก
ให้รูปิยะนั้นแล้ว ให้ช่างเหล็กตกลง. แม้บาตรใบนี้ อันภิกษุนั้นถือเอา โดยกัปปิยโวหาร เป็นเช่นกับบาตรใบที่ ๒ นั่นเอง จัด เป็นอกัปปิยะเหมือนกัน เพราะภิกษุรับมูลค่า.
ถามว่า เพราะเหตุไร จึงไม่ควรแก่สหธรรมิกที่เหลือ ?
แก้ว่า เพราะไม่เสียสละมูลค่า.
อนึ่ง ภิกษุใด ไม่รับรูปิยะไปยังตระกูลช่างเหล็ก พร้อมกับกัปปิยการก ที่ทายกส่งมาว่า ท่านจงซื้อบาตรถวายพระเถระ เห็นบาตรแล้ว ให้
กัปปิยการกจ่ายกหาปณะว่า เธอจงรับเอากหาปณะเหล่านี้แล้ว ให้บาตรนี้แล้วได้ถือเอาไป. บาตรนี้ ไม่ควรแก่ภิกษุรูปนี้เท่านั้น เพราะจัดการไม่ชอบ, แต่ควรแก่ภิกษุเหล่าอื่น เพราะไม่ได้รับมูลค่า.
ได้ทราบว่า อุปัชฌาย์ของพระมหาสุมเถระ มีชื่อว่าอนุรุทธเถระ. ท่านบรรจุบาตรเห็นปานนี้ของตนให้เต็ม ด้วยเนยใสแล้ว สละแก่สงฆ์.
พวกสัทธิวิหาริกแม้ของพระจุลนาคเถระผู้ทรงไตรปิฏก ก็ได้มีบาตร เช่นนั้นเหมือนกัน. พระเถระสั่งให้บรรจุบาตรนั้นให้เต็ม ด้วยเนยใสแล้วให้เสียสละแก่สงฆ์ ดังนี้แล. นี้ชื่ออกัปปิยปัตตจตุกกะ. ก็ถ้าว่า ภิกษุไม่รับรูปิยะไปสู่ตระกูล แห่งช่างเหล็ก พร้อมด้วยกัปปิยการก ที่ทายกส่งมาว่า เธอจงซื้อบาตรถวายพระเถระ เห็นบาตรแล้วกล่าวว่า บาตรนี้เราชอบใจ หรือว่า เราจักเอาบาตรนี้, และกัปปิยการกจ่ายรูปิยะนั้นให้แล้ว
ให้ช่างเหล็กยินยอมตกลง. บาตรนี้สมควรทุกอย่าง ควรแก่การบริโภค แม้เเห่งพระพุทธทั้งหลาย.
สองบทว่า อรูปิเย รูปิยสญฺี ได้แก่ มีความสำคัญในทองเหลืองเป็นต้น ว่าเป็นทองคำเป็นต้น.
สองบทว่า อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส มีความว่า ถ้าภิกษุซื้อขายสิ่งที่มิใช่รูปิยะ.. ด้วยสิ่งที่มิใช่รูปิยะ ซึ่งมีความสำคัญว่าเป็นรูปิยะนั้น เป็นอาบัติ
ทุกกฏ.
ในภิกษุผู้มีความสงสัย ก็มีนัยอย่างนี้. แต่ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุ มีความสำคัญว่ามิใช่รูปิยะ แม้กระทำการซื้อขาย กับด้วย สหธรรมิก ๕ ว่า ท่านจงถือเอาสิ่งนี้แล้วให้สิ่งนี้. คำที่เหลือมีอรรถตื้นทั้งนั้น.
สิกขาบทนี้ มีสมุฏฐาน ๖ เป็นกิริยา โนสัญญาวิโมกข์ เป็น อจิตตกะ ปัณณัตติวัชชะ กายกรรม วจีกรรม มีจิต ๓ มีเวทนา ๓ ดังนี้แล.

รูปิยสัพโยหาร สิกขาบทที่ ๙ จบ

#สหธรรมิก ผู้มีธรรมร่วมกัน, ผู้ประพฤติธรรมร่วมกัน แสดงไว้ในคัมภีร์มหานิทเทส แห่งพระสุตตันตปิฎก มี ๗ คือ ภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี อุบาสก อุบาสิกา; ในสัตตาหกรณียะ หมายถึง ๕ อย่างแรกเท่านั้น เรียกว่า สหธรรมิก ๕

ข้อความอธิบายพระวินัยในส่วนที่เรียกว่า มหาอกัปปิยะ มีความว่า ภิกษุใด รับเอารูปิยะ แล้วจ้างให้ขุดแร่เหล็กขึ้นด้วยรูปิยะนั้น, ให้ช่างเหล็กถลุงแร่เหล็กนั้น แล้วให้ทำบาตรด้วยโลหะนั้น. บาตรนี้ ชื่อว่า เป็นมหาอกัปปิยะ ภิกษุนั้นไม่อาจทำให้เป็นกัปปิยะได้ด้วยอุบายไร ๆ. ก็ถ้าว่า ทำลายบาตรนั้นแล้วให้ช่างทำกระถาง. แม้กระถางนั้นก็เป็นอกัปปิยะ. ฯ ไม่สมควรแม้แก่สหธรรมิกทั้ง ๕.
ในมหาปัจจรี ท่านกล่าวว่า ก็ภิกษุใด รับรูปิยะแล้วซื้อบาตรด้วยรูปิยะนั้น, แม้บาตรนี้ของภิกษุนั้น ก็เป็นอกัปปิยะ ไม่สมควรแม้แก่สหธรรมิกทั้ง ๕. แต่ภิกษุนั้นอาจทำบาตรนั้น ให้เป็นกัปปิยะได้.
นั่นหมายความว่า ภิกษุนำเงิน ซึ่งเป็นอกัปปิยะ ไปซี้อ บาตร บาตรนั้นก็กลายเป็น อกัปปิยะ แต่ถ้าภิกษุ สละ บาตรนั้น ยังทำให้เป็นกัปปิยะได้ภายหลัง แต่ถ้านำเงินไปซื้อ วัสดุมาแล้วให้เขาทำ บาตรจากวัตถุนั้น บาตรนั้นเป็น มหาอกัปปิยะ ไม่สามารถทำให้เป็น กัปปิยะได้
ลองเทียบเคียงในสมัยนี้ ภิกษุรับเงิน นำเงินไปซื้อ อิฐ หิน ปูน ทราย จ้างช่าง ก่อสร้าง ทำสิ่งก่อสร้าง ต่างๆ ภายในวัด สิ่งก่อสร้างนั้น ก็เป็น มหาอกัปปิยะ เพราะ อิฐ หิน ปูน ทราย ที่นำมา สร้าง เป็น อกัปปิยะวัตถุ ภิกษุใดใช้สอยสิ่งก่อสร้างนั้น ต้องอาบัติ และไม่สามารถที่จะทำให้ สิ่งก่อสร้างนั้น เป็นกัปปิยะได้ด้วยวิธืใดเลย เช่นเดียวกับบาตร แม้จะให้เขาทุบทำลายสิ่งก่อสร้างนั้น แล้วไปทำถนน ถนนนั่นก็เป็น อกัปปิยะ ไม่สมควรแม้แก่สหธรรมิกทั้ง ๕ ใช้สอยต้องอาบัติ (ลองคิดถึง วัด ในประเทศไทยที่มีในปัจจุบันเอาเองครับ จะมีสักกี่วัดที่ สมควรกับภิกษุใช้สอย) ค่าน้ำค่าไฟก็เป็นในทำนองเดียวกัน
ความจริงแล้ว พระพุทธองค์ ทรงอนุญาต บุคคล ที่เป็น คฤหัสถ์มาจัดการเรื่องนี้แทน ที่เรียกว่า กัปปิยการก โดยที่พระภิกษุไม่จำเป็นต้องมีส่วนเข้ามายุ่งเกี่ยว และไม่ต้องอาบัติ
ซึ่งโทษของ อาบัติ ถ้าไม่กระทำคืน ตามพระวินัย ก็เป็นเครื่องกัน สุคติภูมิ หมายความว่า ต้องไปอบายภูมิอย่างเดียว ซึ่งท่านแสดงไว้แล้วใน อันตรายิกธรรม นั่นก็หมายความว่า การบวชเป็นพระภิกษุนั้น ถ้าไม่ศึกษาพระธรรมวินัยโดยละเอียด บวชตามๆ กันไป โอกาสที่จะไม่ผิดวินัยนั้นแทบจะไม่มี แค่ไปอยู่วัด ที่เป็นอกัปปิยะ ก็อาบัติแล้ว ไม่ต้องพูดถึงอาบัติอื่นๆ มีรับเงินทอง เป็นต้น ดังนั้นควรคิดให้ดี ศึกษาให้ดีก่อนบวช หรือให้ลูกหลานบวช จะได้ไม่ต้องไป อบาย หรือส่งลูกหลาน ไปอบาย ตามเขาไป และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ คฤหัสถ์ ไม่ควรถวายเงิน แก่พระภิกษุไม่ว่ากรณีใดๆ.

Related posts

เข้าใจไตรลักษณ์

เข้าใจว่าตายแล้วเกิด เป็นโมฆบุรุษอย่างไร

เมตตาธรรม