ฟังด้วยดีย่อมได้ปัญญา

จะเข้าใจพระพุทธศาสนา และรู้ว่า คำสอนใดเป็นคำสอนที่แท้จริงของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงต้องเป็นผู้ที่ละเอียดและไม่ผิวเผิน ต้องพิจารณาจริงๆ แต่ละคำๆ จนกว่าจะเข้าใจขึ้น แล้วสามารถประจักษ์แจ้งลักษณะของสภาพ ธรรมตามความเป็นจริงได้

ฟังด้วยดีย่อมได้ปัญญา

   ฟังด้วยดี คือ ฟังเข้าใจ สิ่งที่กำลังฟังทุกคำ เพียงคำเดียวอย่างคำว่า “ธัมมะ” ได้ยินแล้ว ก็เข้าใจด้วย สิ่งที่มีจริงในภาษาไทย ทุกอย่างที่มีจริง ในขณะนี้ เปลี่ยนไม่ได้ เป็นสิ่งที่ปรากฏว่า เป็นสิ่งนั้น เปลี่ยนเป็น สิ่งอื่นไม่ได้ มีความเข้าใจ ในสิ่งที่ปรากฏจริงอย่างนี้หรือเปล่า
เพียงคำเดียว ไม่ใช่ว่าเราจะผ่านไป โดยที่ไม่เข้าใจ ว่าขณะนี้ เรากำลังฟังเรื่องอะไร แล้วฟังด้วยดี เป็นยังไง ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ว่ามีสิ่งที่มีจริงๆ แล้วก็ฟัง เพื่อที่จะให้เข้าใจ ในความจริงของสิ่งที่มีจริงเท่านั้น เพราะเหตุว่า ขณะนี้ไม่มีสิ่งอื่น นอกจากสิ่งที่มีจริง ในขณะนี้มี แต่ว่ายังไม่รู้ ความจริงของสิ่งที่มีจริง อย่างนี้ ชื่อว่า ฟังด้วยดี ฟังให้เข้าใจ สิ่งที่กำลังมีจริงขณะนี้ยิ่งขึ้น เพราะรู้ว่าแม้ปรากฏ ตั้งแต่เกิดจนตายก็ไม่ได้รู้ความจริง เพียงแต่ปรากฏ แล้วก็ไม่ได้ปรากฏตลอดไปชั่วคราว ปรากฏแล้วก็หมดไป แต่การเกิดขึ้น ปรากฏก็ไม่รู้ หมดไปก็ไม่รู้ ทั้งๆ ที่ความจริงเป็นอย่างนี้
เพราะฉะนั้น ฟัง ไม่ใช่เพื่ออย่างอื่น เพื่อเข้าใจ จนกว่าจะรูัว่า สิ่งที่มีจริง แต่ละหนึ่ง เพียงหนึ่ง ไม่ใช่พร้อมๆ กันหลายอย่าง เพราะฉะนั้น สิ่งหนึ่งที่กำลังปรากฏว่า มีจริงขณะนี้ เริ่มเข้าใจถูกต้องว่า ไม่ใช่สิ่งอื่น ที่จะเป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ เป็นคน เป็นสัตว์ แต่ว่าลักษณะของสิ่งนั้นเป็นสิ่งซึ่งเปลี่ยนแปลงไม่ได้ อย่างขณะนี้ มีสิ่งที่กำลังปรากฏ ให้เห็น สิ่งที่กำลังปรากฏ กำลังปรากฏให้รู้ว่าเป็นสิ่งที่มีจริงที่ปรากฏให้เห็นได้ เพราะฉะนั้น ที่เคยเข้าใจว่า เป็นดอกไม้ เป็นคน เป็นวัตถุต่างๆ ขณะนั้น เป็นความเข้าใจถูก หรือเปล่า ไม่ใช่ให้ไปคิดทำอะไรทั้งสิ้น แต่ให้พิจารณาจนกว่า จะเข้าถึง หรือ เข้าใจจริงๆ ในความเป็นจริง ของสิ่งที่ปรากฏ ซึ่งยากมาก เพียงเท่านี้ ก็ยังเป็น คนนั้น คนนี้ เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ ที่ปรากฏให้เห็น เพราะการเกิดดับสืบต่ออย่างเร็ว สุดที่จะประมาณได้ ไปเปลี่ยนสิ่งที่ปรากฏว่า เป็น ใบไม้ ดอกไม้ โต๊ะ หรือว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่กำลังปรากฏ เปลี่ยนได้ไหม แม้แต่ความเป็นใบไม้ ที่ปรากฏ ก็ต้องเป็นอย่างนั้น แต่สามารถที่จะเข้าถึง ความจริง ว่าที่กำลังปรากฏจริงๆ แล้วแน่นอนที่สุด ต้องเป็นเพียง สิ่งที่สามารถปรากฏให้เห็นได้ แต่จะปรากฏในรูปร่างลักษณะอย่างใด ก็แล้วแต่เหตุปัจจัย แต่ความจริงที่แน่นอน ก็คือว่าเป็นเพียงสิ่งหนึ่งที่ปรากฏให้เห็นได้เท่านั้น นี่คือ ฟังด้วยดี ไม่ใช่ไปฟังอย่างอื่น แล้วก็พูดบ่อยๆ เพื่อว่า ให้พิจารณาว่า จริงอย่างนี้หรือเปล่า
เมื่อจริงอย่างนี้ ที่เข้าใจว่า เป็นคน ต้องมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ที่เป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ เพราะ มีสิ่งซึ่งเป็น คำที่เราใช้กันอยู่เป็นประจำและเข้าใจแล้ว ก็คือว่า ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ต้องมีแข็งหรืออ่อน เย็นหรือร้อน ตึงหรือไหว แล้วก็สภาพของอาโปธาตุ ที่เกาะกุม สิ่งที่อ่อนหรือแข็ง เย็นหรือร้อน ตึงหรือไหว โดยที่ใครก็ไปสั่งไปเปลี่ยนแปลง ให้เป็นอย่างอื่น ไม่ได้
นี่คือ ศึกษาให้เข้าใจความจริง ที่เป็น ปรมัตถะธรรมะ เป็นธัมมะที่มีจริง เราบอกว่า ดอกไม้มีจริง แต่สิ่งที่ปรากฏทางตา เป็นสีสันวรรณะ แล้วเวลากระทบสัมผัส ก็อ่อนหรือแข็ง เวลาที่กลิ่นปรากฏ ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ก็คือสิ่งที่มีจริง แต่ละอย่าง ซึ่งรวมกัน แต่ว่าเป็นแต่ละหนึ่ง จริงๆ ซึ่งเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป 
ผู้ที่ทรงตรัสรู้แล้ว ทรงแสดง ความจริง ให้คนอื่น เริ่มฟัง เริ่มเข้าใจ เริ่มพิจารณาว่าความจริงเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ไม่ใช่เราเกิดเราตาย ไม่ใช่คนนั้นคนนี้ สิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่เป็น “สิ่งที่มีจริง” ซึ่งใช้คำว่า “ธาตุ” ธาตุ ในภาษาบาลี หรือจะใช้คำว่า “ธัมมะ” ก็ได้ แต่ว่า ถ้าเราเข้าใจ ความหมายก็คือสิ่งนั้น เป็น สิ่งที่มีจริง ซึ่งใครก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงลักษณะที่มีจริงนั้นให้เป็นอย่างอื่นได้เลย.

Related posts

ความเห็นผิด

จะอยู่ในโลกนี้อีกไม่นาน

แสวงหา