เรื่องของการอบรมเจริญปัญญา ที่จะละคลายกิเลสเป็นเรื่องที่ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไปจริงๆ แม้แต่ในขั้นของความเข้าใจ ถ้าฟังพระธรรมอยู่เรื่อยๆ พิจารณาธรรมอยู่เรื่อยๆ ก็จะเห็นได้ว่า ความเข้าใจเพิ่มขึ้นจากตอนต้นมาก แต่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย โดยที่ไม่มีกำหนดรู้ได้ว่า เพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน แต่จะต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป
ปัจจัย
ท่านที่ไปฟังพระสวดอภิธรรมในงานศพ ก็พอจำได้ ในบทสุดท้าย “เหตุปัจจโย อารัมมณปัจจโย อธิปติปัจจโย …” ส่วนใหญ่ก็จะไม่ทราบว่า แปลว่าอะไร หมายถึงอะไร แต่ท่านที่ได้ศึกษามาบ้างแล้วก็พอจะทราบว่าเป็นการแสดงถึง ปัจจัย ๒๔ แต่ก็เป็นเพียงชื่อของปัจจัยเท่านั้น เรื่องของปัจจัยเรื่องละเอียด สลับซับซ้อน ยากที่จะเข้าใจโดยตลอดได้สำหรับคนในยุคนี้ ถ้าไม่ได้มีการสั่งสมปัญญามาก่อน
ปฏิ = ปจฺจ (อาศัย) + อิ ธาตุ = อย (ในความเป็นไป) ปจฺจย ธรรมชาติเป็นที่อาศัยเป็นไป เหตุ หมายถึง ธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดผล หรืออุปการะให้ผลธรรมเกิดขึ้น เมื่อธรรมทั้งหลายมีเหตุเป็นแดนเกิด คือเกิดขึ้นจากเหตุ เหตุนั้นเองเป็นที่อาศัยของธรรมทั้งหลายเมื่อเหตุดับธรรมทั้งหลายก็ดับด้วย เฉพาะสังขารธรรมเท่านั้น นิพพานเป็นวิสังขารธรรม ไม่มีเหตุเป็นแดนเกิด ไม่อาศัยปัจจัย จึงไม่เกิดไม่ดับ
ในคัมภีร์ปัฏฐานแสดงปัจจัย ๒๔ อย่างคือ ๑. เหตุปัจจัย ๒. อารัมมณปัจจัย ๓. อธิปติปัจจัย ๔. อนันตรปัจจัย ๕. สมนันตรปัจจัย ๖. สหชาตปัจจัย ๗. อัญญมัญญปัจจัย ๘. นิสสยปัจจัย ๙. อุปนิสสยปัจจัย ๑๐. ปุเรชาตปัจจัย ๑๑. ปัจฉาชาตปัจจัย ๑๒. อาเสวนปัจจัย ๑๓. กัมมปัจจัย ๑๔. วิปากปัจจัย ๑๕. อาหารปัจจัย ๑๖. อินทริยปัจจัย ๑๗. ฌานปัจจัย ๑๘. มัคคปัจจัย ๑๙. สัมปยุตตปัจจัย ๒๐. วิปปยุตตปัจจัย ๒๑. อัตถิปัจจัย ๒๒. นัตถิปัจจัย ๒๓. วิคตปัจจัย ๒๔. อวิคตปัจจัย
ปัจจัย หมายถึง สภาพธรรม คือ จิต เจตสิก รูป และ นิพาน ที่อุปการะเกื้อกูลให้สภาพธรรมนั้น ๆ เกิดขึ้นและดำรงอยู่ มีความหมายกว้างขวางมาก สภาพธรรมหนึ่ง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้น เพราะปัจจัยหลายปัจจัย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงเป็นปัจจัยใหญ่ๆ โดยลักษณะความเป็นปัจจัยไว้ ๒๔ ปัจจัย แสดงให้เห็นถึงความเป็นจริงของสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ไม่มีสภาพธรรมใด ๆ ที่เกิดขึ้นลอย ๆ โดยปราศจากปัจจัย เช่น จิตเห็น (จักขุวิญญาณ) เกิดขึ้นเพราะปัจจัยหลายอย่าง กล่าวคือ จะต้องมีอารมณ์ จะต้องมีเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย จะต้องมีกรรมเป็นปัจจัยให้จิตเห็นเกิดขึ้น และจะต้องมีที่อาศัยให้จิตเห็นเกิดด้วย เป็นต้น
สภาพธรรมที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนามธรรมหรือไม่ว่าจะเป็นรูปธรรมก็ตาม อาศัยกันและกันเกิดขึ้นโดยปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง สภาพธรรมที่เกิดแล้วจะไม่เป็นปัจจัยให้สภาพธรรมอื่นเกิดไม่มี และสภาพธรรมใดก็ตามซึ่งเกิดแล้ว จะเกิดโดยปราศจากปัจจัยที่จะทำให้เกิดขึ้น ก็ไม่มี
เพราะฉะนั้นทั้งนามธรรม และรูปธรรม เป็นสภาพธรรมที่ต่างกันก็จริง แต่ว่าอาศัยกันและกันเกิดขึ้นเป็นไปโดยละเอียด โดยสภาพของลักษณะของธรรมนั้น ๆ ซึ่งถ้าศึกษาโดยละเอียด ก็จะเห็นได้ว่า ขณะจิตหนึ่ง ๆ ซึ่งเกิดขึ้นจะมีปัจจัยหลายประการที่ทำให้เกิดขึ้น เช่น เห-ตุปัจจัย ได้แก่เจตสิก ๖ ดวง คือ อกุศลเจตสิก ๓ ที่เป็นเหตุ ได้แก่ โลภเจตสิก ๑ โทสเจตสิก ๑ โมหเจตสิก ๑ โสภณเหตุ ๓ คือ อโลภเจตสิก ๑ อโทสเจตสิก ๑ อโมหเจตสิก ๑
ไม่ใช่เกิดขึ้นเฉพาะเจตสิกที่เป็นเหตุเท่านั้น มีเจตสิกอื่นเป็นปัจจัยเกิดร่วมด้วย อย่างเช่น โลภเจตสิกที่เกิดเป็น เห-ตุปัจจัย ให้สภาพธรรมอื่นเกิดร่วมด้วย คือเป็นปัจจัยที่ทำให้จิตเป็นโลภมูลจิตเกิด และทำให้อกุศลเจตสิกอื่น ๆ เกิดร่วมด้วย เช่น ทำให้ความเห็นผิด คือ ทิฏฐิเจตสิก เกิดร่วมด้วยก็ได้ หรือทำให้ความสำคัญตน คือ มานะ เกิดร่วมด้วยก็ได้ นอกจากนั้น เวลาที่โลภเจตสิกเกิดกับโลภมูลจิตและเจตสิกอื่น ๆ ซึ่งเป็นสัมปยุตตธรรมเกิดขึ้นพร้อมกันแล้ว ยังเป็นปัจจัยให้รูปเกิดขึ้นด้วย
แสดงให้เห็นว่า ทั้งนามธรรมและรูปธรรมซึ่งเกิดขึ้นเป็นไปตามปกติในชีวิตประจำวันนี้ แต่ละขณะที่เกิดขึ้นและดับไปอย่างรวดเร็ว ถ้าได้ทราบถึงความละเอียดซึ่งสภาพธรรมหนึ่งสภาพธรรมใดจะเกิดขึ้นโดยอาศัยสภาพธรรมใดเป็นปัจจัยแล้ว จะทำให้เห็นความเป็นอนัตตาจริงๆ ซึ่งแม้จะเป็นสภาพธรรมที่เกิด ดับอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังต้องอาศัยความละเอียด ของปัจจัยหลายปัจจัย สภาพธรรมนั้นจึงจะเกิดขึ้นได้
ประโยชน์ของการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม ก็เพื่อความเข้าใจถูกเห็นถูกตามความเป็นจริง ของธรรมะที่เกิดขึ้นซึ่งจะต้องอาศัยปัจจัยต่างๆ จึงเกิดขึ้นได้ ไม่มีใครที่จะทำ ธรรมะเหล่านั้นให้เกิดขึ้น แสดงความเป็น อนัตตา อย่างชัดเจน.