แต่ละคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส นำไปสู่ความเข้าใจ ในความเป็นอนัตตาของสภาพธรรม คือ เป็นธรรมที่ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น
ทุกข์
ทุกข์ เป็นสภาพธรรมที่ตั้งอยู่ไม่ได้ เป็นธรรม ที่เมื่อเกิดแล้ว ก็ต้องดับไป ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน เป็นสภาพธรรมที่เกิดดับ ปราศจากความเที่ยงปราศจากความงาม และปราศจากความเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตน ซึ่งไม่พ้นไปจากสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้เลยที่เป็นทุกข์ เพราะมีสภาพธรรมที่เกิดดับอยู่ตลอด มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้นเป็นไป
เมื่อกล่าวถึงทุกข์แล้ว ไม่ได้มุ่งหมายถึงเพียงเฉพาะทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจเท่านั้น แต่หมายรวมถึงสภาพธรรมที่มีจริงที่เกิดตามเหตุตามปัจจัยแล้วดับไป ทั้งหมด ซึ่งได้แก่ ขันธ์ ๕ (รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์) หรือ ที่จำแนกเป็น ปรมัตถธรรม ๓ ได้แก่ จิต (วิญญาณขันธ์) เจตสิก (เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์) รูป (รูปทั้งหมด ๒๘ รูป) เท่านั้นที่เป็นทุกข์ เป็นสภาพธรรมที่ทนอยู่ไม่ได้ ตั้งอยู่ไม่ได้ ถูกบีบคั้นด้วยความเกิดดับ เพราะเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน แม้เกิด แก่ เจ็บ ตาย เศร้าโศก เป็นทุกข์ ก็ต้องมีความเข้าใจว่าเพราะมีธรรมที่มีจริงๆ นั่นเอง
ทุกข์ ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง มีหลากหลายนัย ทั้งที่เป็นทุกข์ ที่เป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้น และดับไปของสภาพธรรมในขณะนี้ ที่เป็นทุกขอริยสัจจะ ทุกขเวทนา และทุกข์ที่เป็นโดยสมมุติ คือ ทุกข์ ที่เป็นความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็เป็นทุกข์เช่นกันชื่อว่าทุกข์นี้มีประการต่างๆ เป็นอเนก คือ
ทุกขทุกข์ (ทุกข์เพราะทนได้ยาก) คือทุกขเวทนา ที่เป็นไปทางกายและจิต ชื่อว่าทุกข เพราะเป็นทุกข์ทั้งโดยสภาวะ ทั้งโดยชื่อ.
วิปริณามทุกข์ (ทุกข์เพราะเปลี่ยนแปลง) คือ สุขเวทนา เพราะเหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ โดยการเปลี่ยนแปลง.
สังขารทุกข์ (ทุกข์ของสังขาร) คือ อุเบกขาเวทนา และสังขารทั้งหลายที่เหลือเป็นไปในภูมิ ๓ เพราะถูกความเกิดและดับบีบคั้น ก็ความบีบคั้น (ด้วยความเกิดและดับ) ย่อมมี แม้แก่มรรคและผลทั้งหลายเหมือนกัน เพราะฉะนั้น พึงทราบว่าธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า สังขารทุกข์ ด้วยอรรถว่า นับเนื่องด้วยทุกขสัจจะ.
ปฏิจฉันนทุกข์ (ทุกข์ปกปิด) คือ ป่วยไข้ทางกายและจิตมีปวดหัว ปวดฟัน ความเร่าร้อนเกิดแต่ราคะ ความเร่าร้อนเกิดแต่โทสะ เป็นต้น เพราะต้องถามจึงรู้และเพราะก้าวเข้าไปแล้วก็ไม่ปรากฏ ท่านเรียกว่า ทุกข์ไม่ปรากฏดังนี้บ้าง
อัปปฏิจฉันนทุกข์ (เปิดเผย) คือความป่วยไข้มีการถูกทำร้าย เป็นต้น เป็นสมุฏฐาน ชื่อ เพราะไม่ถามก็รู้ได้ และเพราะเข้าถึงแล้วก็ปรากฏ
นิปปริยายทุกข์ (ทุกข์โดยอ้อม) คือ ทุกขทุกข์
ปริยายทุกข์ (ทุกข์โดยตรง) เพราะเป็นวัตถุ (ที่อาศัยเกิด) แห่งทุกข์นั้นๆ
ในพระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ ๑๐๙ วชิราสูตร ความเห็นว่าเป็นสัตว์ บุคคล
ดูก่อนมาร เพราะเหตุไรหนอ ความเห็นของท่านจึงหวนกลับมาว่าสัตว์ ในกองสังขารล้วนนี้ ย่อมไม่ได้นามว่า สัตว์ เหมือนอย่างว่า เพราะคุมส่วนทั้งหลายเข้า เสียงว่ารถย่อมมี ฉันใด.
เมื่อขันธ์ทั้งหลายยังมีอยู่ การสมมติว่าสัตว์ย่อมมี ฉันนั้น ความจริง ทุกข์ เท่านั้นย่อมเกิด ทุกข์เท่านั้นย่อมตั้งอยู่และ เสื่อมสิ้นไป นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรเกิดนอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ.
ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า วชิราภิกษุณีรู้จักเราดังนี้ จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง.