ที่พึ่งที่แท้จริงคือปัญญา

ที่พึ่งที่แท้จริงคือปัญญา

อยู่คนเดียวกับความคิดมาโดยตลอด ไม่ว่าจะคิดอะไรทั้งนั้น จะเจริญก้าวหน้าทางวิชาการ ทางการอาชีพมากมายสักเท่าไหร่ พึ่งได้ไหม กับขณะที่กำลังเข้าใจธรรม ขณะนั้นเป็นที่พึ่ง คือไม่มีโลภะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ ในขณะที่กำลังรู้ว่า ไม่มีอะไรเลย ทั้งหมดว่างเปล่า เพียงเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป พอดับก็ว่างแล้ว สิ่งนั้นไม่มีอีกต่อไปแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้ามีความเข้าใจสภาพธรรมในขณะนั้น เป็นที่พึ่ง แม้ในขณะนั้นเอง และในขณะต่อๆ ไป จนกระทั่งถึงชาติต่อๆ ไปด้วย ดังนั้น ที่พึ่งจริงๆ ก็คือปัญญา ความเห็นถูกความเข้าใจถูก ซึ่งเมื่อขณะใดเกิดขึ้น ขณะนั้นไม่มีอกุศลใดๆ เกิดได้เลย และถ้ามีปัญญามาก อกุศลที่สะสมมาทั้งหมดก็สามารถที่ดับไม่เกิดอีกเลย
ในชีวิตประจำวัน ประโยชน์ของการมีชีวิต ไม่ใช่เพื่อย่างอื่น แต่เพื่ออบรมเจริญปัญญา สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูก โดยอาศัยพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเป็นที่พึ่ง จากที่ไม่เคยเข้าใจความจริง จากที่เต็มไปด้วยความมืดมิด คืออวิชชาความไม่รู้ความจริง ก็จะค่อยๆ เข้าใจขึ้น สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกในสภาพธรรมซึ่งเป็นสิ่งที่มีจริงยิ่งขึ้น เมื่อมีปัญญาเจริญขึ้น ก็จะทำให้เป็นผู้มีชีวิตที่ดำเนินไปด้วยปัญญาตามที่ตนมี เป็นผู้มีปัญญาเป็นที่พึ่ง ซึ่งไม่เป็นเหตุทำให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนใดๆ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดๆ ก็ตาม ปัญญาก็เป็นที่พึ่งได้โดยตลอด
บุคคลผู้มีปัญญา ย่อมรู้ว่า อะไรควร อะไรไม่ควร อะไรถูก อะไรผิด แล้วประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้องดีงามเท่านั้น ไม่ประมาทในการเจริญกุศลสะสมความดีทุกประการ จึงเป็นเสมือนมีเครื่องนำทางชีวิตที่ดีที่คอยเกื้อกูลให้ได้เข้าใจ ว่าสิ่งนี้ท่านควรทำ สิ่งนี้ท่านไม่ควรทำ สิ่งนี้ควรอบรมให้เจริญมากขึ้น เป็นต้น เพราะปัญญาที่ค่อยๆ เจริญขึ้นนั่นเอง
สิ่งที่ประเสริฐสำหรับชีวิต ก็คือ ปัญญา แล้วปัญญาจะมาจากไหน ปัญญาไม่ได้เกิดขึ้นเอง บังคับบัญชาให้เกิดก็ไม่ได้ แต่ต้องอาศัยเหตุ คือ การฟังพระธรรมศึกษาพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง โดยไม่ขาดการฟัง ไม่ขาดการพิจารณาไตร่ตรองพระธรรม ไม่ประมาทในพระธรรมแต่ละคำที่ได้ยินได้ฟัง เพราะพระธรรมแต่ละคำมาจากพระคุณอันประเสริฐยิ่งของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด แต่ละคำล้วนเกื้อกูลให้ผู้ฟังผู้ศึกษาได้เข้าใจสภาพธรรมที่มีจริงๆ ในขณะนี้ตามความเป็นจริง ไม่ผิด ไม่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง
ดังนั้น จึงควรที่จะได้พิจารณาว่า สาระสำคัญของชีวิตที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ มีโอกาสได้ฟังพระธรรมศึกษาพระธรรมอบรมเจริญปัญญา อันเป็นเหตุที่จะนำมาซึ่งความเจริญในกุศลธรรมทุกประการ เพราะปัญญานำไปในกิจทั้งปวงที่ดีงาม อุปการะเกื้อกูลให้คุณความดีเจริญขึ้น เป็นไปเพื่อขัดเกลาละคลายกิเลสที่สะสมมามากในสังสารวัฏฏ์ นั่นคือ ชีวิตที่ประเสริฐอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นชีวิตที่ประกอบด้วยคุณความดีและความเข้าใจพระธรรม.

ความเครียด

ความเครียด ก็คือความคิดวิตกกังวล เรื่องใดเรื่องหนึ่ง เป็นอกุศลวิตก เป็น โทสะมูลจิต ก็เป็นเหตุให้นอนไม่หลับ แม้กระทั่งอยากที่จะหลับ
เราควรที่จะรู้ตามความเป็นจริงว่า ขณะนี้เราคือปุถุชนซึ่งเมื่อมีเหตุปัจจัย โทสะย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา การที่จะละคลาย ความเครียด หรือโทสะมูลจิตได้บ้างนั้น เราต้องมีความเข้าใจถูกว่า ความเครียด ที่เกิดขึ้น นั้นไม่ใช่เรา เป็นเพียงสภาพธรรม เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย และก็ดับไป และควรรู้ด้วยว่า ผู้ที่ดับโทสะได้เป็นสมุทเฉทนั้น คือ พระอนาคามี ดังนั้น จึงควรศึกษาพระธรรม เพื่อให้เกิดความเข้าใจถูกเห็นถูก (ปัญญา) ซึ่งเป็นสังขารขันธ์ที่จะปรุงแต่งให้มีความเห็นถูก และละคลายความเห็นผิดว่าเป็น เราได้เป็นสำคัญ
     ธรรม คือ สิ่งที่มีจริงนั้น เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นในขณะหลับ หรือตื่น ก็ไม่พ้นไปจากความเกิดขึ้นเป็นไปของธรรม มีแต่ธรรมเท่านั้้นจริงๆ ขณะที่หลับสนิท จิตเป็นภวังค์ แต่ถ้าไม่ใช่หลับสนิทแล้ว ที่บอกว่าตื่น ก็มีจิตประเภทอื่นเกิดขึ้นเป็นไป มีเห็น มีได้ยิน มีการคิดนึก ซึ่งก็คือ ธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัย เป็นต้น ในประเด็นเรื่องนอนไม่หลับ สำหรับผู้ที่เห็นประโยชน์ของพระธรรมแล้ว จะได้มีโอกาส ฟังพระธรรมเพิ่มขึ้น จะได้เข้าใจพระธรรมมากขึ้น แต่ต้องเป็นการฟังพระธรรมที่ถูกต้องเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่เป็นความเห็นของผู้ใดผู้หนึ่ง เพาะจะเป็นการเพิ่มความเห็นผิด
ธรรมะ ทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร เมื่อทำดีที่สุดแล้ว ผลจะเป็นอย่างไร ก็ต้องเป็นไปตามนั้น
   ถ้าเราไปหาวิธีแก้ความเครียดด้วยวิธีต่างๆ เช่นการพยายามนั่งสมาธิเพื่อให้สงบ ก็อาจดูเหมือนว่าได้ผล เพราะขณะนั้นไม่ได้คิดถึงเรื่องที่จะทำให้เครียด แต่พอเลิกทำก็เครียดเหมือนเดิม ก็ลองพิจารณาว่า สิ่งที่ทำนั้น ปัญญาเจริญขึ้น หรือว่ามีแต่ความผิดปกติมากขึ้น หยุดสิ่งนั้นก่อน เพราะไม่ใช่เหตุที่ทำให้ปัญญาเจริญ ปัญญาเกิดจากการฟังพระธรรมให้เข้าใจก่อน ถ้าเข้าใจถูกปฏิบัติก็ถูก ปฏิบัติที่ถูกต้อง ย่อมไม่ผิดปรกติในชีวิตประจำวัน.

Related posts

สมถภาวนา

( วีระ วศินวรรธนะ )

ทางรอดจากภัย