การฟังธรรมเพื่อให้เข้าใจถูก แม้เพียงขั้นเริ่มต้น ถ้าเริ่มต้นเข้าใจไม่ถูกต้อง จะเข้าใจเพิ่มขึ้นจนกระทั่งปฏิปัตติธรรม รู้แจ้งอริยสัจธรรม ดับกิเลส เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย เพราะเหตุว่า ทั้งหมดเป็นปัญญาซึ่งต้องเป็นไปตามลำดับขั้น ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ไม่มีทางรู้แจ้งอริยสัจธรรม
ความเห็นผิด
พระธรรมเทศนาเตือนสติสำหรับผู้ที่ได้ยินได้ฟังอย่างแท้จริง เพื่อประโยชน์ของผู้นั้น แต่ว่าจิตใจของคน เป็นไปตามการสะสม สะสมมาไม่เหมือนกัน แม้ว่าจะได้ฟังพระธรรมที่พระองค์ตรัส แต่เพราะกิเลสที่สะสมหมักหมมอยู่ในจิตมาอย่างเนิ่นนานนี้เอง ทำให้ไม่มีความเลื่อมใส ไม่เกิดศรัทธาที่จะน้อมรับฟังด้วยดี ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากิเลสมีกำลังที่แรงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิเลส คือ ความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ) ถ้ามีความเห็นผิดแล้ว วาจาก็ผิด การกระทำทางกายก็ผิด ทุกอย่างย่อมผิดไปหมด
ความเห็นผิด เป็นสภาพธรรมที่มีจริง แต่เป็นสภาพธรรมที่เป็นอกุศลธรรม เป็นสิ่งที่ไม่ดี ความเห็นผิด หรือ มิจฉาทิฏฐิ พระพุทธองค์แสดงไว้ว่า มีโทษมาก อันตรายเพราะ ความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ) เมื่อเกิดขึ้น ย่อมทำให้คิดผิด (มิจฉาสังกัปปะ) คือ คิดติดข้องในสิ่งต่างๆ เมื่อคิดผิด ก็ทำให้มีวาจาที่ผิด (มิจฉาวาจา) และเพราะเห็นผิด การกระทำทางกายก็ผิด (มิจฉากัมมันตะ) และทำให้มีอาชีพที่ผิด (มิจฉาอาชีวะ) มีความเพียร ที่ผิด ที่เป็นไปในอกุศล (มิจฉาวายามะ) มีความระลึกผิด มีความตั้งมั่นผิด และทำให้สิ่งต่างๆ และอกุศลธรรมประการต่างๆ เจริญขึ้น เพราะมีความเห็นผิด ความเห็นผิด จึงมีโทษมาก เพราะไม่สามารถทำให้สัตว์หลุดพ้นไปจากสังสารวัฏฏ์ และนำมาซึ่งทุกข์โทษประการต่างๆ มีการเกิดในอบายภูมิ เป็นต้น
ความเห็นผิด จึงเป็นอันตรายมาก ถ้าความเห็นของแต่ละบุคคลคลาดเคลื่อนไปผิดไปไม่ตรงกับความเป็นจริง ทุกอย่างก็จะผิดไปด้วย โดยที่สิ่งที่ผิดก็จะเห็นว่าถูก สิ่งที่ถูกก็จะเห็นว่าผิด นี่แหละคือความเห็นผิดซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เป็นเหตุให้กระทำอกุศลกรรมประการต่างๆ มากมาย เป็นไปเพื่อความเสื่อมจากกุศลธรรมทั้งหลายโดยประการทั้งปวง ไม่เป็นประโยชน์ใดๆ เลยทั้งแก่ตนและแก่ผู้อื่น
ผู้ที่มีความเห็นผิด จะไม่รู้ว่าตนเองมีความเห็นผิด เพาะความเห็นผิด แสดงตัวคล้ายปัญญา ซึ่งความเห็นผิดเกิดร่วมกับโลภะมูลจิต จึงมีความยึดมั่นในความเห็นผิดนั้น จนกว่าจะได้ศึกษาพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยความเคารพ ด้วยความแยบคาย จึงจะละความเห็นที่ผิดนั้นได้
หากเราเข้าใจความจริงว่า ความเห็นผิดเป็นสภาพธรรม ไม่ว่าเกิดกับใครก็เป็นสภาพธรรมที่ไม่ดี แต่ไม่มีใคร หรือ บุคคลใดที่เห็นผิด แต่เป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้นและดับไปทำหน้าที่ ให้ไม่รู้ความจริงและเข้าใจคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เมื่อเข้าใจดังนี้จึงเห็นใจและเข้าใจ ในสิ่งที่เกิดขึ้น คือ ความเห็นผิดที่เกิดกับใครก็ตาม และอนุเคราะห์เท่าที่ทำได้ แต่ไม่เสพคุ้น
ที่สำคัญ ไม่ใช่เพียง มิจฉาทิฏฐิที่ทำให้มีการทำอกุศลกรรมประการต่างๆ อกุศลธรรมทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นโลภะ โทสะ โมหะ อิสสา มานะ อคติ (ความลำเอียง) และอกุศลธรรมประการต่างๆ ก็เป็นเหตุปัจจัยให้การกระทำทางกาย วาจา และใจ ไม่ตรงตามความเป็นจริง และเป็นไปในอกุศลธรรม ผู้ที่เห็นโทษของกิเลส จึงศึกษา อบรมปัญญา และเมื่อปัญญาเจริญขึ้น กาย วาจาและใจก็น้อมไปในทางที่ดีขึ้น เพราะมีความเห็นถูกเป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งจะมีความเห็นถูกได้ ก็ด้วยการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม ด้วยความแยบคายและด้วยจุดประสงค์ที่ถูกต้อง
เป็นความจริงที่ว่า บุคคลผู้ที่ยังไม่ได้รู้แจ้งอริยสัจจธรรม บรรลุถึงความเป็นพระอริยบุคคลขั้นพระโสดาบัน โอกาสที่จะมีความเห็นผิด ก็ย่อมสามารถที่จะเกิดขึ้นได้ แล้วแต่ว่าจะมีมากหรือมีน้อย ความเห็นผิดนี้อันตรายมาก เป็นเหตุนำมาซึ่งอกุศลธรรมอย่างมากมาย เพราะเหตุว่าเมื่อมีความเห็นผิดแล้ว อะไร ๆ ก็ผิดตามไปด้วย กล่าวคือความประพฤติทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ ก็ผิดไปด้วยตามความเห็นที่ผิดนั่นเอง ผลที่ตามมาคือ เป็นผู้มีอบายเป็นที่ไปในเบื้องหน้า จึงเป็นเรื่องที่น่ากลัว และจะประมาทไม่ได้เลยจริงๆ
พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง บริสุทธิ์อย่างยิ่ง เป็นไปเพื่อความเข้าใจถูกเห็นถูกโดยตลอด ซึ่งถ้าชาวพุทธไม่ได้ฟังไม่ได้ศึกษา ไม่มีทางที่จะเข้าใจถูกเห็นถูกตามความเป็นจริงได้เลย เมื่อไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง ก็เป็นเหตุให้ทำในสิ่งที่ผิดตามๆ กันไป จะเห็นได้ว่าความผิดแม้เพียงเล็กน้อย ก็นำไปสู่ความผิดต่อๆ ไปยิ่งขึ้น เพราะเหตุว่าไม่รู้จักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่เห็นคุณค่าของพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ดีแล้ว
การมีโอกาสได้ฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม มีประโยชน์อย่างยิ่ง ขณะที่ฟังแล้วเข้าใจ ขณะนั้นกุศลธรรมเจริญขึ้น มี ศรัทธา ปัญญา เป็นต้น เกิดขึ้นเป็นการขัดเกลาละคลายความเห็นผิด รวมถึงอกุศลธรรมประการอื่นๆ ด้วย ขณะที่กุศลธรรมเกิด อกุศลธรรมจะเกิดร่วมด้วยไม่ได้ และความเห็นผิดจะถูกดับได้อย่างเด็ดขาดเมื่ออบรมเจริญปัญญาถึงความเป็นพระโสดาบัน เมื่อนั้นความเห็นผิด จะไม่เกิดขึ้นอีกเลยในสังสารวัฏฏ์ ซึ่งจะต้องเริ่มสะสมอบรมความเข้าใจถูกเห็นถูกตั้งแต่ในขณะนี้.
