ความมักน้อย

ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียด ยากที่จะเข้าใจ แต่ก็สามารถที่จะเข้าใจได้ ค่อย ๆ ฟัง ค่อย ๆ ศึกษาไปตามลำดับ ไตร่ตรองพิจารณาในสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง โดยที่ไม่ขาดการฟัง เมื่อสะสมศรัทธาที่จะฟัง เห็นประโยชน์ของการได้เข้าใจความจริง ความเข้าใจก็จะค่อย ๆ เจริญขึ้น ไม่ใช่ว่าจะเจริญขึ้นมาก ๆ ในทันทีทันใดต้องค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกไปทีละเล็กทีละน้อย

ความมักน้อย

    ความมักน้อย ภาษาบาลี ใช้คำว่า อัปปิจโฉ ในอรรถกถาอังคุตตรนิกายอธิบายไว้ว่า ผู้ไม่มีความปรารถนา คือไม่มีความโลภ ซึ่งความไม่มีความโลภก็ย่อมมีวัตถุที่จะไม่โลภ มีปัจจัยหรือคุณธรรมต่างๆ คือไม่โลภ คือไม่แสดงตนว่ามีคุณธรรม ซึ่งขณะนั้นไม่มีความต้องการให้คนอื่นรู้ว่ามีคุณธรรมอะไรบ้าง จึงชื่อว่าความเป็นผู้ปรารถนาน้อย ขณะนั้นไม่โลภ
    ซึ่งความมักน้อยนั้น เป็นกุศลธรรมซึ่งก็คือ จิต เจตสิก ที่เกิดขึ้น เป็นกุศลจิตในขณะที่มักน้อย และเมื่อมีความมักน้อยที่เกิดทางใจแล้ว ก็ย่อมมีการแสดงออกทางกายและวาจา การแสดงออกทางกายและวาจานี้เอง เรียกว่า ความประพฤติอันเป็นการแสดงออกมาให้รู้ ชื่อว่า จริยา (ความประพฤติ)
    เราควรเข้าใจความมักน้อยให้ถูกต้อง เพราะอาจจะคิดว่าเข้าใจแล้วในเรื่องความมักน้อย ผู้ปรารถนาน้อยหรือมักน้อย คือผู้ไม่มีความปรารถนา ไม่โลภะที่ต้องการให้คนอื่นรู้ว่าตนเองมีคุณธรรมอะไร โดยไม่ใช่การหลอกลวง แสดงเหมือนเป็นผู้มักน้อยเพื่อให้ผู้อื่นสำคัญว่าเป็นผู้มักน้อย แต่จิตขณะนั้นเป็นผู้ไม่มีความต้องการจริงๆ ในขณะนั้น และรู้จักประมาณในการรับด้วยใจจริง นี่ก็ชื่อว่าเป็นผู้ปรารถนาน้อย มักน้อย
ความมักน้อยที่พระพุทธองค์ทรงแสดงมี ๔ ประการคือ ๑. มักน้อยในปัจจัย ๒. มักน้อยในธุดงค์ ๓. มักน้อยในปริยัติ ๔. มักน้อยในอธิคม
      ๑. มักน้อยในปัจจัย คือ เป็นผู้รู้จักพอในการรับ ไม่มีความปรารถนาเพิ่มในสิ่งที่ตนเองก็มีอยู่แล้ว คือต้องดูทั้งคนให้ และตัวเองและศรัทธาของผู้ให้ ถ้าผู้ให้มีของมาก แต่มีศรัทธาน้อยก็รับน้อย ถ้าผู้ให้มีของน้อยแต่มีศรัทธาในการให้มาก ก็รับน้อย แต่ถ้าผู้ให้มีของมากและมีศรัทธามากก็ต้องรับพอดี นี่คือความมักน้อย ความไม่โลภในปัจจัยนั่นเอง ดังนั้น ความประพฤติมักน้อย ก็เป็นการกระทำทางกาย และวาจา ที่จะพูดด้วยวาจาว่าไม่รับอาหารเพิ่ม หรือแสดงด้วยอาการทางกาย มีการสั่นหน้าที่จะไม่รับอาหารเพิ่ม เป็นต้น นี่คือ ความประพฤติมักน้อยในปัจจัย ที่เป็นการแสดงออกทางกายและวาจา
       ๒. มักน้อยในธุดงค์ คือ ตัวเองเป็นผู้สมาทานรักษาธุดงค์ก็ไม่มีความปรารถนา ต้องการให้คนอื่นรู้ว่าตัวเองรักษาธุดงค์ ความประพฤติมักน้อยนี้ จึงไม่แสดงออกด้วยกาย และวาจา ที่จะให้คนอื่นรู้ว่าตนเองรักษาธุดงค์
      ๓. มักน้อยในปริยัติ คือตัวเองเป็นผู้ฟังมากและเข้าใจมากแต่ก็ไม่ปรารถนาให้ใครรู้ว่าตัวเองเป็นพหูสูต ฟังมาก เข้าใจมาก ความประพฤติมักน้อยในปริยัติ จึงกล่าววาจาที่ไม่ให้ผู้อื่นรู้คุณธรรมของตน และไม่กล่าววาจาว่าตนเองมีคุณธรรม คือ ฟังมามากเป็นต้น
     ๔. มักน้อยในอธิคม หมายถึง ตัวเองบรรลุธรรม แล้วก็ไม่ปรารถนาให้คนอื่นรู้ว่าบรรลุธรรม ความประพฤติมักน้อย จึงแสดงออกด้วยกาย วาจาที่มักน้อย และไม่แสดงออกด้วยกาย วาจาที่มักมาก ปรารถนาให้คนอื่นรู้คุณธรรม มีกล่าวว่าตนเองบรรลุ เป็นต้น หรือแสดงกิริยาอาการว่าได้บรรลุ ซึ่งผู้ที่มักน้อยในอธิคมจะไม่แสดงความประพฤติที่เป็นกายและวาจาเช่นนั้น
    การศึกษาพระธรรม จึงเป็นเรื่องของการน้อมประพฤติปฏิบัติด้วยความจริงใจทั้งทางกาย วาจาและใจเป็นสำคัญ การขัดเกลากิเลสก็เริ่มจากปัญญาที่เจริญขึ้นอันเนื่องมาจากการศึกษาพระธรรมฟังพระธรรม เห็นโทษของกิเลส ค่อยๆขัดเกลากิเลส พระธรรมจึงเป็นประโยชน์กับผู้ที่มีความจริงใจ และเป็นผู้ตรงว่าศึกษาพระธรรมเพื่อประโยชน์คือการขัดเกลากิเลสของตนเอง อันเป็นไปเพื่อความมักน้อย เป็นไปเพื่อความไม่มีโลภะ ทีละเล็กละน้อย นี่คือประโยชน์ของการศึกษาพระธรรม
    ความเป็นผู้มักน้อยจึงเป็นคุณธรรมที่ควรอบรมเพราะเป็นธรรมเครื่องขัดเกลา แต่จะมีได้เพราะอาศัยการฟังพระธรรม เห็นประโยชน์ว่าถ้าลดความโลภลง เพราะมีปัญญา ประโยชน์ก็ย่อมเกิดกับตนเองและคนรอบข้าง ที่สำคัญที่สุดประโยชน์ใหญ่คือขัดเกลากิเลสของตนเอง พระธรรมเท่านั้นที่จะเกื้อกูล ความประพฤติมักน้อยจึงเป็นความดี เพราะเป็นกุศลธรรมและเป็นไปเพื่อละ สละกิเลส ความมักน้อยนั้น เป็นกุศลธรรมซึ่งก็คือ จิต เจตสิก ที่เกิดขึ้น เป็นกุศลจิตในขณะที่มักน้อย และเมื่อมีความมักน้อยที่เกิดทางใจแล้ว ก็ย่อมมีการแสดงออกทางกาย และวาจา การแสดงออกทางกายและวาจานี้เอง เรียกว่าความประพฤติที่เป็น จริยา อันเป็นการแสดงออกมาทางกาย วาจาให้รู้ ซึ่งเราควรเข้าใจความมักน้อยให้ถูกต้อง เพราะอาจจะคิดว่าเข้าใจแล้วในเรื่องความมักน้อย.

Related posts

พระปริต

ความเห็นผิด

จะอยู่ในโลกนี้อีกไม่นาน