สิ่งที่ประเสริฐที่สุดเหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมดในบรรดาสิ่งที่เกิดขึ้น คือ ปัญญา ความเห็นถูกต้อง ทุกข์เกิดเพราะไม่รู้ความจริง แต่ปัญญาเกิดไม่เป็นทุกข์เลย เพราะเข้าใจถูกว่า ไม่มีอะไร นอกจากสิ่งที่เกิดแล้วดับไปชั่วคราว แล้วจะไปเดือดร้อนกับอันไหน ดับหมดแล้วไม่เหลือเลย
หลงนิมิต
สภาพธรรมแต่ละอย่างปรากฏเกิดดับสืบต่ออย่างรวดเร็ว จึงลวงเป็นนิมิตว่า เป็นบุคคล สิ่งต่างๆที่เหมือนคงที่หยั่งยืน แต่ความจริงเกิดแล้วดับไม่เหลือเลย การเห็นแจ้งความจริงของสภาพธรรมะ ไม่ใช่ขั้นฟัง ได้ยินได้ฟังมาตลอด เห็นก็เป็นธรรมะ โลภะก็เป็นธรรมะ โกรธก็เป็นธรรมะ คิดก็เป็นธรรมะ พูดได้จำได้ แต่ยังไม่มั่นคง พอเห็นเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว ก็ไปนั่งคิด แต่ว่าไม่ใช่เรื่องที่จะต้องคิด แต่เป็นเรื่องเข้าใจ เพียงแต่เริ่มเข้าใจว่า ขณะนี้เพียงเห็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ กว่าจะไม่มีใครเลย แล้วความจริงก็ไม่มีใคร มีแต่ธรรมะ
ธรรมะที่ปรากฏให้เห็นก็เป็นธรรมะหนึ่ง สิ่งเดียวเท่านั้นที่สามารถปรากฏให้เห็นได้ ในบรรดาธรรมะทั้งหมด เพราะฉะนั้น ให้รู้ว่ายามใดก็ตามที่เห็น ขณะนั้นก็เป็นธรรมะประเภทหนึ่ง อย่างหนึ่ง มีจริงๆ เหมือนเสียงมีจริงๆ ไม่มีใครเห็นเสียง แต่เสียงก็ปรากฏให้ได้ยินว่ามีเสียง เพราะฉะนั้น สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาขณะนี้กำลังปรากฏเพื่อให้รู้ว่า มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้
เสียงเกิดแล้วดับ สิ่งที่ปรากฏทางตาก็เกิดแล้วดับ สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดแล้วต้องดับ กว่าจะรู้ในความเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง เร็วมาก เกิดติดต่อกันจนเป็นนิมิต แต่ก็สามารถเข้าใจถึงความไม่เที่ยงได้ สะสมความรู้ความเข้าใจ แต่ถ้าหวังที่จะรู้เมื่อไรก็เป็นเครื่องเนิ่นช้า แสดงให้เห็นว่า โลภะติดข้องได้ทุกอย่าง เว้นโลกุตตรธรรม ผู้ที่ฟังธรรมะศึกษาธรรมะ บางคนทนไม่ได้ รอไม่ได้ ไปปฏิบัติดีกว่า นี่คือไม่เข้าใจแม้แต่ ธรรมะทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่เข้าใจว่าอะไร ปฏิบัติ
ความลึกซึ้ง ความจริงของสภาพธรรมะ ซึ่งเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ก็ต้องมั่นคง ขณะนี้เกิดแล้วทั้งนั้นจึงปรากฏ โดยไม่มีใครไปทำอะไร แม้แต่จะคิดจะทำอะไร ขณะนั้นก็มีสังขารขันธ์ สภาพเจตสิกซึ่งเคยคิด เคยจำมาแล้ว ทำให้คิดเรื่องนั้น กำหนดอย่างนั้นชั่วขณะแล้วก็ดับไป ต้องเข้าใจโลกที่มืดสนิท มีมาก เพราะมีโลกเดียวที่สว่าง คือ สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นได้
ก็เป็นเรื่องที่หลงอยู่ในความไม่รู้ ในนิมิต ในความทรงจำว่ามีคน มีสัตว์ ในชาตินั้นชาตินี้ หลายชาติมาแล้วเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เกิดแล้วก็ตาย วนเวียนไปในสังสารวัฏ แต่สิ่งที่ล่วงไปแล้วก็เหมือนชาตินี้ เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์ แล้วก็ไม่เหลือเลย ชาติหน้าก็ต้องเป็นอย่างนี้ เพราะเกิดแล้วต้องตาย เมื่อตายแล้วก็ไม่มีการเป็นบุคคลนี้เหลืออีกเลย จะกลับมาเป็นคนนี้สักหนึ่งขณะก็ไม่ได้ เสียดายหรือดีใจที่พ้นจากความเป็นบุคคลนี้
ได้ยินว่า เกิดดับ เกิดดับ แต่ในใจก็ยังปฏิเสธอยู่เสมอว่า ก็ยังเห็นอยู่ ทำไมถึงเรียกว่าดับ มีเสียงที่ปรากฏเหมือนไม่ดับ เวลาที่ได้ยิน เสียงอะไร ก็สืบต่ออยู่ตลอดเวลา ดับตอนไหน ทางตาก็เช่นเดียวกัน การเกิดดับสืบต่อปรากฏเหมือนไม่ได้ดับ แต่ความจริงถ้าเข้าใจถูกต้องว่า ขณะนี้ทันทีที่เห็นก็เหมือนเห็นคนทันที แล้วไม่ใช่คนเดียว หลายคน แล้วยังมีดอกไม้ ยังมีโต๊ะ ยังมีอีกหลายๆ อย่าง เหมือนเห็นทันที แสดงให้เห็นการเกิดดับสืบต่อที่เร็ว สุดจะประมาณได้ เพราะฉะนั้น รูปใดก็ตามที่เกิดดับสืบต่อ นิมิต ก็ปรากฏ ถ้าเพียงเล็กน้อยก็สั้น เหมือนที่เราบอกว่า เสียงดับแล้ว แต่ที่บอกว่าเสียงดับแล้วรู้ไหมว่า กุศลจิต อกุศลจิตเกิดแล้วหลังจากเสียงนั้น ไม่ปรากฏเลย นี่ก็แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วอย่างยิ่ง
ให้เข้าใจความหมายของ “นิมิต” สังขารนิมิต เพียงจิต ๑ ขณะใครจะรู้ว่า สั้นมากแค่ไหน ดับเร็วแค่ไหน และสิ่งที่ปรากฏทางตามีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ สั้นแค่ไหนดับเร็วแค่ไหนเพราะฉะนั้น อยู่ในโลกของความไม่รู้ เพราะว่าสภาพธรรมะเกิดดับสืบต่อเหมือนไม่ได้ดับไปเลย แต่ความจริงดับแล้ว แล้วไม่กลับมาอีกเลย แต่หลงว่าเที่ยงว่ายั่งยืน.
