( Somboon )
เมื่อได้ศึกษาพระธรรมไปตามลำดับ ก็จะเข้าใจว่า มีแต่ธรรมเท่านั้น ที่เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ ไม่มีเรา ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ไม่มีตัวตน แม้แต่การสะสมสิ่งที่ดี หรือ ไม่ดี ก็เป็นธรรมที่มีจริง ที่เกิดขึ้นเป็นไป ตามเหตุปัจจัย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น
ตั้งตนไว้ชอบ
ตั้งตนไว้ชอบ มาจากภาษาบาลีว่า อัตตสัมมาปณิธิ (อตฺตสมฺมาปณิธิ) เป็นคำมาจากคำ ๓ คำรวมกัน คือ คำว่า อตฺต (ตน) รวมกับคำว่า สมฺมา (โดยชอบ) และรวมกับคำว่า ปณิธิ (การตั้งไว้) แปลว่ารวมกันได้ว่า การตั้งตนไว้ชอบ ซึ่งตนในที่นี้ หมายถึง ชีวิตความเป็นไปของแต่ละคน ซึ่งไม่พ้นไปจากธรรมเลย ดังข้อความบางตอนจาก ปรมัตถโชติกา อรรถกถา ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ มงคลสูตร แสดงว่า
“คนบางคนในโลกนี้ ย่อมทำตนที่ทุศีลให้ตั้งอยู่ในศีลสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศีล) ทำตนที่ไม่มีศรัทธาให้ตั้งอยู่ในสัทธาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา) ทำตนที่ตระหนี่ให้ตั้งอยู่ในจาคสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยการสละ) การตั้งตนดังกล่าว ชื่อว่า ตั้งตนไว้ชอบ การตั้งตนไว้ชอบนี้ เรียกว่า อัตตสัมมาปณิธิ”
เมื่อได้ศึกษาพระธรรมไปตามลำดับ ก็จะเข้าใจว่ามีแต่ธรรมเท่านั้นที่เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ ไม่มีเรา ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ไม่มีตัวตน แม้แต่การสะสมสิ่งที่ดี หรือไม่ดี ก็เป็นธรรมที่มีจริง ที่เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น อรรถของจิตประการหนึ่ง คือ จิตเป็นสภาพธรรมที่สะสม ดังนั้น จิต จึงสะสมทั้งฝ่ายที่ดีและไม่ดี กล่าวคือสะสมทั้งกุศล และอกุศล ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ในชีวิตประจำวันของแต่ละบุคคล เมื่ออกุศลจิตเกิดขึ้นแล้วดับไปก็สะสมสิ่งที่ไม่ดี (อกุศล) ต่อไปอีกในจิตขณะต่อไป แม้ในทางฝ่ายกุศลก็เช่นเดียวกัน เมื่อกุศลจิตเกิดขึ้นแล้วดับไปก็สะสมสิ่งที่ดี (กุศล) ในจิตขณะต่อไปโดยไม่ปะปนกัน
พระพุทธองค์ ทรงแสดงเรื่องจักร ๔ คือล้อที่หมุนสู่ความเจริญได้แก่ การอยู่ในประเทศที่สมควรอยู่ในประเทศที่มีพระธรรมคำสั่งสอนยังดำรงอยู่ ยังมีการศึกษา มีการสนทนา มีพุทธบริษัท คบสัตบุรุษ คบผู้ที่มีความเห็นถูก สัตบุรุษก็มีหลายระดับ สูงสุดก็คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ยินได้ฟังสิ่งที่ไม่เคยได้ยินได้ฟัง เช่น ขันธ์ ธาตุ อายตนะ ปรมัตถธรรม จิต เจตสิก รูป เป็นต้น ความเป็นผู้มีศรัทธา ไม่ประมาทในการเจริญกุศล ถ้าไม่มีการตั้งต้นไว้ชอบ โอกาสที่กุศลจะเจริญ อย่าว่าแต่เจริญ เกิดก็ยังยาก เรื่องเจริญยังไม่ต้องกล่าวถึงเลย อีกประการหนึ่งก็คือความเป็นผู้ได้สั่งสมบุญไว้ในปางก่อน อันนี้เป็นปัจจัยสำคัญ แม้ในขณะที่ท่านศึกษาธรรม หรือว่าเจริญกุศลในแต่ละวัน ๆ นี่ก็เป็นบุญในปางก่อนของชาติหน้า เพราะฉะนั้นความเป็นผู้สั่งสมบุญไว้ในชาติปางก่อน ก็เป็นล้อหมุนให้มาคบสัตบุรุษ อยู่ในประเทศที่สมควร และก็มีการตั้งต้นไว้ชอบ
เป็นความจริงที่ว่า ธรรมดาปุถุชนผู้หนาแน่นไปด้วยกิเลส ย่อมสะสมอกุศลเป็นส่วนมาก แต่เมื่อมีโอกาสได้ฟังพระธรรมได้ศึกษาพระธรรมในแนวทางที่ถูกต้อง มีความเข้าใจไปตามลำดับ ขณะที่ปัญญาความเข้าใจถูกเห็นถูก เกิดขึ้น ขณะนั้นกุศลจิตเกิด ก็สะสมความเห็นถูก สะสมกุศลธรรม สะสมอุปนิสัยฝ่ายดีมากขึ้น นั่นก็หมายความว่าค่อยๆ เปลี่ยนไปในทางที่ดีมากยิ่งขึ้นด้วยความเข้าใจพระธรรม จากที่ไม่รู้ ก็เริ่มค่อยๆ รู้ขึ้น เริ่มสะสมสิ่งที่ดีมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่า พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงนั้น เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลสำหรับผู้ที่ได้ฟัง ได้ศึกษาอย่างแท้จริง สามารถเปลี่ยนจากบุคคลที่เป็นปุถุชนผู้หนาแน่นไปด้วยกิเลส ค่อยๆ มีการขัดเกลากิเลสยิ่งขึ้น จนกระทั่งดำเนินไปถึงความเป็นพระอริยบุคคล ดับกิเลสตามลำดับขั้นได้ ขึ้นอยู่กับการสะสมความเข้าใจถูกเห็นถูก ซึ่งเป็นธรรมฝ่ายดีเป็นสำคัญ
ความเข้าใจถูกเห็นถูกอันเกิดจากการฟังพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดง ย่อมสามารถเปลี่ยนจากที่เคยเป็นผู้มีความเข้าใจผิด มีความไม่รู้ ตลอดจนถึงกิเลสประการต่างๆ ที่เคยสะสมมาอย่างเนิ่นนานในสังสารวัฏฏ์ให้เป็นผู้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง มีกุศลธรรมประการต่างๆ เกิดขึ้นเป็นไปได้ ดังนั้นการได้ฟังพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง น้อมรับฟังด้วยความเคารพ ค่อยๆ สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกไปตามลำดับ ทีละเล็กทีละน้อย จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถเปลี่ยนจากความเป็นผู้มากไปด้วยอกุศลให้เป็นกุศลยิ่งขึ้นได้ ซึ่งเป็นการตั้งตนไว้ชอบ โดยที่ไม่ใช่ตัวตนที่ไปตั้ง แต่เป็นความเกิดขึ้นเป็นไปของสภาพธรรม คือ จิต และ เจตสิก (สภาพธรรมที่เกิดร่วมกับจิต) น้อมไปในทางฝ่ายกุศลมากยิ่งขึ้น ตามระดับของความเข้าใจถูกเห็นถูก.
