ชีวิตไม่เคยสมบูรณ์แบบ
ถ้าสมบูรณ์แบบไปทุกอย่าง ก็คงไม่เรียกว่า “ชีวิต”
เราลืมไปว่า สิ่งของต่างๆมันเป็นของใช้ แปลว่า ให้เราใช้มัน ไม่ใช่ให้มันใช้เรา ไม่ใช่เอาใว้อวดหรือโชว์
มันต้องเปลี่ยนสภาพไปตามกาลเวลาและการใช้ ตัวเราก็ไม่ได้ยกเว้น
…………………………………………………………
อย่าใช้ชีวิตให้มันยุ่งยากมากเลย อะไรผ่อนได้ก็ผ่อน ปล่อยวางมันบ้าง
ความสมบูรณ์แบบไม่มีในโลกนี้ หูสองข้างเรา ยังไม่เหมือนกันเป๊ะเลย
และไม่มีอะไรได้ดั่งใจเราไปหมด
ทำให้มัน “พอดี” ไม่มากจนเกินไป ไม่น้อยจนเป็นคนไม่ใส่ใจ หาจุดที่ลงตัว
อุปสรรคทำให้เราเรียนรู้ที่จะเติบโต ทำให้เรารู้จักคิดและแก้ปัญหา ให้ตัวเองเข้มแข็งยิ่งขึ้น
ความสำเร็จทำให้เราภาคภูมิใจมากกว่าเงินทองที่เป็นแค่ตัวเลข…นั่นต่างหากที่เรียกว่าชีวิต
o ความผิดพลาด…สอนให้เราเรียนรู้
o ความล้มเหลว…บอกให้เราหาวิธีใหม่ที่ดีกว่า
o อุปสรรค…ทำให้เราได้ใช้สติปัญญาเพื่อการแก้ปัญหา
…วีระ วศินวรรธนะ
ปลาไม่รู้ว่าน้ำคืออะไร เพียงรู้สึกถึงกระแสน้ำ แต่ไม่รู้ว่านั่นคือ “น้ำ”
น้ำคือสิ่งที่ปลาดำรงอยู่ในนั้นโดยไม่รู้ตัว
น้ำไม่เคยถูกตั้งคำถามโดยปลา เพราะน้ำคือสิ่งที่มีอยู่ก่อนคำถามจะเกิด
เช่นเดียวกัน… มนุษย์ไม่รู้ว่ากรรมคืออะไร เพราะกรรมไม่ใช่สิ่งที่มองเห็นได้ง่าย
แต่คือสิ่งที่เรากำลัง “อยู่อาศัย” ในทุกขณะ ในทุกลมหายใจ
กรรมไม่ใช่แค่ “ผลของการกระทำ” แต่มันคือโครงข่ายแห่งเหตุปัจจัย
ที่ถักทอชีวิตในทุกขณะ โดยที่เราไม่รู้ตัว
คือแรงผลักและแรงดึงในใจ ที่เรารู้สึกได้ว่ามี แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร
เราไม่เห็นกรรม เพราะเราอยู่ในผลของกรรม
คนที่ไม่เห็นกรรม มักเข้าใจผิดว่าโลกไร้ความยุติธรรม
ว่าทุกข์ของตนมาจากคนอื่น ว่าความสุขคือรางวัลของโชค
และความเจ็บปวดคือคำสาปจากฟ้า
แต่เมื่อใดที่ตื่น จิตจะเห็นว่าเราเองคือผู้กระทำ
คือผู้สร้างเรือน คือผู้ล่ามตรวนให้ตนเอง
“ทำไมชีวิตจึงเป็นเช่นนี้”
จิตจะเห็นโดยความเป็นจริงว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนถักทอขึ้นจากเหตุปัจจัยของตน
เห็นสิ่งทั้งหลายไหลไปตามกรรม
กรรมไม่บังคับให้ใครเชื่อ มันทำหน้าที่ของมันอย่างยุติธรรม
… วีระ วศินวรรธนะ เรียบเรียง
จงเฝ้าดูจิตและกายอย่างมีสติ
แต่อย่ามุ่งหวังที่จะบรรลุถึงอะไร
อย่ายึดมั่นถือมั่น
แม้ในเรื่องการฝึกปฏิบัติ
หรือในการรู้แจ้ง
… หลวงพ่อชา สุภัทโท
สติ ต้องมีฐาน
จิตของเรานั้น “ฟุ้งซ่าน” ตลอดเวลา ชอบเผลอไปคิดโน่นคิดนี่
การฝึกสติจึงเหมือนการฝึกให้จิต “มีที่ตั้ง ที่มั่น”
ถ้าไม่มีฐานแห่งสติ ก็ไม่มีทางเกิด “สัมมาสติ” ได้
… วีระ วศินวรรธนะ
“ฐานสติในเซน” คือการตื่นรู้อยู่กับปัจจุบัน (即今當下)
1 – ในทางปฏิบัติจริง ก็มีฐาน เช่น:
ลมหายใจ (呼吸) — รู้ถึงลมหายใจที่เข้าและออก แรงหรือเบา
กายเคลื่อนไหว — เดิน, ยืน, หยิบของ (เช่นใน “ซาเซน” 坐禪 – การนั่งอย่างรู้ตัว)
เสียง น้ำตก นกร้อง ใบไม้ไหว — ก็เป็น “ฐานสติ” ได้
การชงชา, เดิน, ทำสวน, ล้างจาน — ก็เป็นฐานของสติในรูปแบบ “กิจวัตรธรรมดา” (平常心是道)
2. ฐานสติในเซนคือ “สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า”
“ขณะนี้คือธรรมะ สิ่งตรงหน้า คือครู”
แนวเซนไม่ได้ให้ “สติ” ยึดติดกับสิ่งใดเป็นพิเศษ แต่ เปิดกว้างให้ทุกสิ่งเป็นฐานได้
เช่น…
เมื่อกิน – ก็รู้ตัวว่ากิน
เมื่อโกรธ – ก็รู้ตัวว่ากำลังโกรธ
เมื่อเดิน – ก็รู้ว่าเท้าสัมผัสพื้น
ไม่ใช่รู้จากความคิด แต่รู้จาก “การเห็นตรง” (直覺知)
คำว่า ฐาน หมายถึง “ที่ตั้ง” หรือ “จุดยึด” ให้จิตใจตั้งมั่นอยู่ ไม่ลอยไปตามอารมณ์หรือความคิดปรุงแต่ง
🔸 สติจะทำงานได้ ต้องมี “ที่ตั้ง” หรือ “ฐาน” ที่ชัดเจน เช่น:
กายานุปัสสนา – ดูกายเป็นฐาน (ลมหายใจเข้าออก, การเคลื่อนไหว, อิริยาบถ ฯลฯ)
เวทนานุปัสสนา – ดูเวทนา (สุข ทุกข์ เฉยๆ) เป็นฐาน
จิตตานุปัสสนา – ดูจิตใจที่เปลี่ยนไปเป็นฐาน (โลภ โกรธ หลง เฉยๆ ฯลฯ)
ธรรมานุปัสสนา – ดูธรรมะที่เกิดขึ้นในจิตเป็นฐาน (เช่น สติสัมโพชฌงค์, นิวรณ์, ขันธ์ 5)
