การยึดถือข้อปฏิบัติที่ผิด ที่คิดว่าจะทำให้พ้นทุกข์ ดับกิเลส แต่การปลุกเสกเลขยันต์ ของขลัง ไม่ใช่เป็นความคิดที่จะทำให้ดับกิเลส เป็นเพียงแต่การทำที่คิดว่าจะได้สิ่งที่ดี รวมทั้งความเชื่อในเครื่องราง ของขลัง ก็เป็นการเชื่อที่ขัดหลักกับกรรม แต่ไม่ใช่คิดว่าจะทำให้พ้นทุกข์ จึงไม่เป็นสีลัพพตปรามาส แต่เป็นความเห็นผิด
สีลัพพตปรามาส
สีลัพพตปรามาส คือความยึดถือ ด้วยข้อวัตรปฏิบัติที่ผิด สำคัญว่า ข้อวัตรปฏิบัติ นั้นจะทำให้ถึงความบริสุทธิ์ สีลัพพตปรามาส โดยองค์ธรรม ก็คือ ทิฏฐิเจตสิก เป็นความเห็นผิดที่ยึดถือลูบคลำในข้อวัตรปฏิบัติที่ผิด ว่าเป็นหนทางที่ถูกต้อง เป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์ได้
สีลัพพตปรามาส การยึดถือข้อวัตรปฏิบัติที่เป็นความเห็นผิดที่คิดว่า ทำให้สัตว์บริสุทธิ์ได้อย่างละเอียด ก็ต้องมีอย่างหยาบก่อน ตามธรรมดา อกุศลธรรม ก็มีทั้งอย่างหยาบ อย่างละอียด ตามกำลังของกิเลสเกิดขึ้น สีลัพพตปรามาส ที่เป็นข้อวัตรปฏิบัติที่ผิด อย่างหยาบ เช่น ขณะที่ทรมานตน เดินบนตะปู ด้วยสำคัญว่า จะทำให้พ้นทุกข์ด้วยความทุกข์ นี่ก็เป็นความเห็นผิด ที่เป็น สีลัพพตปรามาส ข้อวัตรปฏิบัติที่ผิดอย่างหยาบ เพราะแสดงออกมาทางกาย วาจา จนมีการทำการทรมานตน ทางกาย เป็นต้น นี่คือ ตัวอย่าง สีลัพพตปรามาส อย่างหยาบ ส่วนสีลัพพตปรามาส อย่างละเอียด ก็คือ กิเลสที่เป็นความเห็นผิด ที่เกี่ยวข้องกับหนทางปฏิบัติ แต่เป็นหนทางปฏิบัติที่ผิด แต่ไม่มีกำลัง ที่แสดงออกมาทางกาย ซึ่งสีลัพพตปรามาส อย่างละเอียด แม้แต่ในพระพุทธศาสนา ผู้ที่คิดว่า วัตรปฏิบัตินั้น เป็นหนทางที่ถูกดับกิเลสได้ เช่น การสำคัญว่า การนั่งสมาธิ เป็นหนทางดับกิเลส อันนี้ ก็เป็นสีลัพพตปรามาส
เมื่อว่าโดยละเอียด แม้แต่การเข้าใจหนทางที่ผิด เช่นสำคัญว่าต้องจดจ้องในสภาพธรรมจึงจะรู้ทั่วถึงสภาพธรรมนั้น นี่ก็เป็นสีลัพพตปรามาส อย่างละเอียดแล้ว เพราะเป็นการยึดถือข้อปฏิบัติที่ผิด อันสำคัญว่าเป็นทางหลุดพ้น และการตามจดจ้องสภาพธรรมต่างๆ ก็ไม่ใช่หนทางที่จะรู้ถึงสภาพธรรมนั้น จึงไม่ใช่หนทางที่จะดับกิเลส เพราะเป็นอัตตาตัวตนที่จดจ้อง ไม่ใช่สติและปัญญา เป็นสีลัพพตปรามาสโดยละเอียด ดังนั้นความเป็นตัวตนที่จะทำ เป็นตัวตนที่ปฏิบัติ เป็นตัวตนที่จะจดจ้อง เป็นตัวตนที่จะระลึกลักษณะของสภาพธรรม ก็เป็นสีลัพพตปรามาส อย่างละเอียด
ดังนั้น สีลัพพตปรามาส เป็นการยึดถือข้อปฏิบัติที่ผิด ที่คิดว่าจะทำให้พ้นทุกข์ ดับกิเลส แต่การปลุกเสกเลขยันต์ ของขลัง ไม่ใช่เป็นความคิดที่จะทำให้ดับกิเลส เป็นเพียงแต่การทำที่คิดว่าจะได้สิ่งที่ดี รวมทั้งความเชื่อในเครื่องราง ของขลัง ก็เป็นการเชื่อที่ขัดหลักกับกรรม แต่ไม่ใช่คิดว่าจะทำให้พ้นทุกข์ จึงไม่เป็นสีลัพพตปรามาส แต่เป็นความเห็นผิด
พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง มีความละเอียดลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่ง ที่สำคัญจะต้องมีความเพียร มีความอดทน ที่จะฟังที่จะศึกษา เพื่อความเข้าใจอย่างถูกต้องตรงตามความเป็นจริง จะเห็นได้ว่า ผู้ศึกษาธรรม ถ้ามีจุดประสงค์ที่ถูกต้อง ศึกษาด้วยความละเอียดถี่ถ้วนจริง ๆ ความเข้าใจอย่างถูกต้องก็ค่อย ๆ เจริญขึ้นไปตามลำดับ เมื่อกล่าวถึง ความเห็นแล้ว มี ๒ อย่าง คือ ความเห็นผิด กับความเห็นถูก ถ้าเป็นความเห็นผิดแล้ว เป็นมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิดที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงทั้งหมด เป็นมิจฉาทิฏฐิ แต่ถ้าเป็นความเห็นอย่างถูกต้องตรงตามความเป็นจริงแล้ว เป็นสัมมาทิฏฐิ (ปัญญาเจตสิก) สำหรับการยึดถือ หรือ ลูบคลำในข้อวัตรปฏิบัติที่ผิดนั้น เป็นความเห็นผิดประการหนึ่ง ที่เห็นว่า เป็นหนทางที่เป็นไปเพื่อความหมดจดบริสุทธิ์จากกิเลส ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว ไม่ใช่หนทางเพื่อความหมดจด มีแต่เพิ่มพูนกิเลสให้มีมากขึ้น การจดจ้องสภาพธรรมก็เช่นเดียวกัน ไม่ใช่หนทางที่ถูกต้อง เพราะมีการไปทำด้วยความเป็นตัวตน ก็เป็นข้อวัตรปฏิบัติที่ผิดที่สำคัญว่าถูก เพราะฉะนั้นถ้าไม่ได้ศึกษาหรือศึกษาพระธรรมไม่ละเอียด ความเห็นผิดในข้อวัตรปฏิบัติที่ผิด ก็ย่อมจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งจะเป็นผู้ประมาทไม่ได้เลยทีเดียว เพราะผู้ที่จะดับความเห็นผิดได้โดยประการทั้งปวง ต้องเป็นพระอริยบุคคล เท่านั้น.