วิริยบารมี

รู้ว่าพระธรรมยากลึกซึ้ง ก็ฟังต่อไป ศึกษาต่อไป พิจารณาต่อไป เพราะไม่มีใครจะไปทำให้ปัญญาความเข้าใจเกิดขึ้นมากกว่านี้ได้ นอกจากแต่ละครั้งที่ได้ฟังได้ศึกษาแล้วเป็นผู้ตรง เข้าใจแค่ไหนก็ตามเหตุตามปัจจัย จึงฟังอีกศึกษาอีก เพราะว่าถ้าไม่ฟังอีก ก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจมากกว่านี้ได้

วิริยบารมี

     ขอเริ่มจากคำว่า “บารมี” เพราะเหตุว่าถ้าไม่เข้าใจคำนี้ เราก็ใช้คำนี้โดยได้ยินได้ฟัง คนไทยต้องเคยได้ยินคำว่า “บารมี” แต่จะเข้าใจมากน้อยแค่ไหน
     “บารมี” ผู้ที่เป็นผู้รู้บาลี ท่านก็ได้แปลว่า หมายความว่าธรรมที่ทำให้ถึงฝั่ง แสดงให้เห็นว่า ถ้ามีแม่น้ำกว้างใหญ่ขวางหน้า ถ้าไม่มีบารมี จะข้ามจากฝั่งนี้ไปถึงฝั่งโน้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
     ฝั่งนี้คืออะไร ฝั่งนี้ก็คือฝั่งของคนที่มีกิเลสทั้งนั้น ถ้าไม่มีกิเลสไม่เกิด เพราะฉะนั้นคนที่เกิดมาแล้วต้องเป็นคนที่มีกิเลส พระชาติสุดท้ายที่พระผู้มีพระภาคจะตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่พระองค์หมดกิเลสแล้ว แล้วถึงได้ประสูติ และตรัสรู้ แต่ต้องยังมีกิเลสที่ยังไม่ได้ดับ ยังไม่ได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกคนที่เกิดไม่ว่าใครทั้งหมดต้องมีกิเลส
      การที่เราเกิดมาและกิเลสในวันหนึ่งๆ มาก แต่ไม่เคยรู้ ไม่เคยสนใจกิเลสของตัวเอง เห็นกิเลสของคนอื่น บางคนก็จะมีเรื่องราวของกิเลสของคนอื่นทั้งนั้น ไม่ว่าจะพูดถึงใคร ก็พูดถึงแต่กิเลสของคนอื่น แต่กิเลสของตัวเองไม่เคยรู้ ไม่เคยเห็น อย่างนั้นจะมีประโยชน์ไหม
     วิริยะ คือ ความพากเพียร ทุกอย่างที่จะสำเร็จ ไม่ใช่นั่งเฉยๆ และก็นึกให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น สิ่งนั้นก็เกิดขึ้นเป็นไป เพราะฉะนั้นจึงต้องมีวิริยะ มีความเพียรที่จะกระทำสิ่งนั้นให้เกิด ให้สำเร็จได้ วิริยะที่ทรงแสดงไว้ในโอวาทปาติโมกข์ คือ ขันติเป็นตบะอย่างยิ่ง ขันติคือความอดทน วิริยะก็ต้องมีด้วย ถ้าไม่มีวิริยะ เราจะอดทนได้ไหม
ความเพียรที่เป็น วิริยะเจตสิก เกิดกับจิตเกือบทุกประเภท แม้ในขณะที่อกุศลจิตเกิดก็มีความเพียรแล้ว เพียรเป็นไปในอกุศล แม้ในขณะที่กุศลจิตก็มีความเพียรแล้ว เพียรเป็นไปในกุศล เพราะฉะนั้น ในขณะนี้ โดยไม่รู้ตัวเลย มีความเพียรเกิดอยู่ ที่เป็นวิริยะเจตสิก ไม่ต้องทำความเพียรก็มีความเพียรเกิดแล้ว เกิดกับจิตเกือบทุกขณะ จึงไม่มีเรา ไม่มีตัวตนที่จะทำความเพียร ให้ความเพียรเกิดขึ้นเลย
     สำหรับความเพียรที่เป็นบารมี หรือเป็นไปในการอบรมเจริญสติปัฏฐาน ที่เป็นหนทางบรรลุนั้น ต้องเป็นความเพียร ที่เป็นไปกับกุศลที่ประกอบด้วยปัญญา เพียรที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้ และประการที่สำคัญ ขณะที่สติปัฏฐานเกิดขึ้น วิริยะเจตสิกที่เกิดขึ้นแล้ว พร้อมด้วยโสภณธรรมอื่น ๆ มีศรัทธา หิริ โอตตัปปะ รวมถึงสติและปัญญาด้วย ในขณะนั้นก็เป็นไปเพื่อกำจัดความติดข้อง กำจัดความขุ่นเคืองใจ เป็นการเผาผลาญกิเลส เพราะขณะนั้นจิตเป็นกุศลที่ประกอบด้วยปัญญา กิเลส อกุศลธรรมไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย
      สำคัญที่สุด หากมีความเพียร แต่ไม่มีปัญญา ก็ไม่เป็นบารมี แม้เป็นความเพียรไปในทางกุศล หรืออาจเป็นความเพียรผิด ที่เพียรไปในทางอกุศลธรรมก็ได้ สำคัญคือจะต้องมีปัญญา ความเข้าใจถูก เพราะอาศัยปัญญาก็ทำให้มีความเพียรที่ถูกต้อง ที่เรียกว่า สัมมาวายามะ เพราะอาศัย สัมมาทิฏฐิ ที่เป็นความเห็นถูก เป็นสำคัญ
     เพราะฉะนั้นแสดงให้เห็นว่า เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยในชีวิตของเรา ไม่ว่าในทางโลก และในทางธรรม ก็คือความพากเพียร หรือความอดทน ความขยันหมั่นเพียรนั่นเอง ในทางโลกก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ และในทางธรรมก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ด้วย เช่นในขณะนี้เหมือนกับทุกคนนั่งเฉยๆ แต่ความจริงมีวิริยะ มีความเพียรที่จะฟัง(อ่าน)
     เพราะฉะนั้นเราเองต้องเข้าใจความหมายว่า ความเพียรมี ๒ อย่าง คือ เพียรที่เป็นกุศลอย่างหนึ่ง และเพียรที่เป็นอกุศลอย่างหนึ่ง ถ้าเป็นความเพียรที่เป็นอกุศล พวกเราก็ทำกันอยู่เสมอในชีวิตประจำวัน เพราะว่าขณะใดที่จิตไม่เป็นไปในกุศล แม้ความเพียรที่เกิดในขณะนั้นก็ต้องเป็นความเพียรฝ่ายอกุศลด้วย แต่ความเพียรที่จะเป็นบารมี ต้องเป็นความเพียรทางฝ่ายกุศลและประกอบด้วยปัญญา ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ไม่ง่ายเลย ให้เราเพียรทำอะไรเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ เราเพียรได้ วันหนึ่งทั้งวันก็ทำได้ อีกครึ่งคืนก็ทำได้ แต่ถ้าจะให้เพียรในทางกุศล จะทำอย่างนั้นได้หรือเปล่า
     ก็จะเห็นได้ว่า ธรรมที่เป็นฝ่ายกุศลที่สะสมมายังไม่มากพอที่จะเท่ากับทางฝ่ายอกุศล ถ้าเห็นอย่างนี้จริงๆ ก็ยิ่งต้องเพิ่มความเพียรทางฝ่ายกุศลขึ้น
     ความเพียรขั้นต้นของการเจริญกุศลก็คือ ต้องเพียรฟังพระธรรมศึกษาพระธรรมให้เข้าใจเพิ่มขึ้น ไม่ใช่วันนี้วันเดียว แต่ว่าวันอื่นๆ ต่อไปด้วย.

Related posts

รู้ดีกว่าไม่รู้

กัณฑ์เทศน์

ธรรมะลึกซึ้งไม่ง่าย