คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ล้าสมัย ประโยชน์ที่พระองค์ทรงมอบให้กับพุทธบริษัทก็คือ ความเข้าใจซึ่งไม่เคยเข้าใจมาก่อนเลย จะให้อะไรใคร สมบัติทรัพย์สินเงินทองนั้น ไม่ได้ดำรงอยู่ ต้องหมดสิ้นไปแน่ แต่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำให้คนซึ่งเข้าใจแล้ว ความเข้าใจไม่หมด เพราะเหตุว่า สะสมสืบต่อไปจนกระทั่งสามารถรู้ความจริงถึงความเป็นพระอริยบุคคลได้ จึงแสดงให้เห็นว่า ความเข้าใจเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
สังคหวัตถุ ๔
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กำลัง คือ การสงเคราะห์เป็นไฉน สังคหวัตถุ ๔ ประการนี้ คือ ทาน ๑ เปยยวัชชะ ๑ อัตถจริยา ๑ สมานัตตตา ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมทานเลิศกว่าทานทั้งหลาย การแสดงธรรมบ่อยๆ แก่บุคคลผู้ต้องการ ผู้เงี่ยโสตลงสดับ นี้เลิศกว่าการพูดถ้อยคำอันเป็นที่รัก
เปยยาวัชชะ คือ การพูดถ้อยคำอันเป็นที่รัก ก็ย่อมทำให้บุคคลที่ได้ฟังสบายใจ เพียงสบายใจ แต่ว่าถ้าเป็นธรรม คือการแสดงธรรมบ่อยๆ แก่ผู้ที่ต้องการฟังผู้เงี่ยลงสดับ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “นี้เลิศกว่าการพูดถ้อยคำอันเป็นที่รัก”
วันหนึ่งๆ ก็มีเรื่องที่จะคุยกันมากหลายเรื่อง แต่ว่าเรื่องใดซึ่งเป็นการสงเคราะห์กันด้วยธรรมะ ย่อมมีประโยชน์ที่สุด เพราะทำให้บุคคลนั้นเจริญปัญญา ไม่ใช่แต่เพียงทำให้สบายใจ เพราะเป็นเพียงถ้อยคำอันเป็นที่รัก แต่ว่านอกจากจะเป็นถ้อยคำอันเป็นที่รักแล้ว ก็ยังเป็นถ้อยคำที่มีประโยชน์เกื้อกูลแก่การอบรมเจริญปัญญายิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า “ธรรมทานเลิศกว่าทานทั้งหลาย การแสดงธรรมบ่อยๆ แก่บุคคลผู้ต้องการ ผู้เงี่ยโสตลงสดับ นี้เลิศกว่าการพูดถ้อยคำอันเป็นที่รัก” เพราะฉะนั้น เวลาที่จะคุยกัน เรื่องที่จะสนทนากันก็มีมาก รวมทั้งธรรมะด้วย อย่าลืมว่าธรรมะก็เป็นเรื่องที่จะสนทนากันได้เสมอ
ประการต่อไป พระผู้มีพระภาคตรัสถึง อัตถจริยา การประพฤติที่เป็นประโยชน์ทั้งหลายว่า การชักชวนคนผู้ไม่มีศรัทธาให้ตั้งมั่นดำรงอยู่ในศรัทธาสัมปทา ชักชวนผู้ทุศีลให้ตั้งมั่นดำรงอยู่ในศีลสัมปทา ชักชวนผู้ตระหนี่ให้ตั้งมั่นดำรงอยู่ในจาคสัมปทา ชักชวนผู้มีปัญญาทรามให้ตั้งมั่นดำรงอยู่ในปัญญาสัมปทา นี้เลิศกว่าการประพฤติประโยชน์ทั้งหลาย
เป็นสิ่งที่ดีทั้งนั้น ที่จะชักชวนบุคคลอื่นซึ่งไม่มีศรัทธาให้ตั้งมั่นดำรงอยู่ในศรัทธาสัมปทา หรือว่าใครซึ่งเป็นผู้ที่ทุศีล ถ้าสามารถที่จะชักชวนให้ผู้นั้นดำรงตั้งมั่นอยู่ในศีลสัมปทา ชักชวนคนที่ตระหนี่ให้ตั้งมั่นดำรงอยู่ในจาคสัมปทา หรือว่า ชักชวนให้คนที่มีปัญญาทรามให้ตั้งมั่นดำรงอยู่ในปัญญาสัมปทา ก็จะเป็นการประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์ ยิ่งกว่าการประพฤติประโยชน์ทั้งหลาย
สำหรับ สมานัตตัตตา คือการเป็นผู้มีตนเสมอ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พระโสดาบันมีตนเสมอกับพระโสดาบัน พระสกทาคามีมีตนเสมอกับพระสกทาคามี พระอนาคามีมีตนเสมอกับพระอนาคามี พระอรหันต์มีตนเสมอกับพระอรหันต์ นี้เลิศกว่าความมีตนเสมอทั้งหลาย นี้เรียกว่ากำลัง คือ การสงเคราะห์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย กำลัง ๔ ประการนี้แล ฯ
ไม่ใช่สงเคราะห์แต่เฉพาะในเรื่องทานอย่างเดียว ต้องคำพูดที่มีประโยชน์ ซึ่งเลิศกว่าถ้อยคำอันเป็นที่รัก แล้วก็การประพฤติที่เป็นประโยชน์ ที่เลิศกว่าการประพฤติประโยชน์ทั้งหลายแล้วก็ต้องเป็น การมีตนเสมอ คือประพฤติธรรมจนกระทั่งมีคุณธรรมเสมอกับพระโสดาบัน แล้วก็ยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีก คือให้บรรลุถึงคุณธรรมที่เสมอกับพระสกทาคามี แล้วก็ให้ยิ่งขึ้นไปอีกคือให้มีคุณธรรมบรรลุถึงความเสมอกับพระอนาคามี แล้วก็ให้มีคุณธรรมยิ่งขึ้นจนกระทั่งบรรลุถึงความเป็นผู้เสมอกับพระอรหันต์
ถ้ามีบุคคลซึ่งกระทำความดี ท่านอนุโมทนา ยินดีด้วย ที่บุคคลนั้น สามารถที่จะกระทำความดีได้ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่พอ ต้องสำหรับตัวท่านเองด้วยที่จะเป็นผู้ที่ประพฤติปฏิบัติธรรม จนเป็นผู้ที่มีคุณธรรมเสมอกับพระอริยเจ้า
ความเป็นผู้มีตนเสมอ ควรเสมอในคุณธรรม ตามลำดับยิ่งขึ้น หรือว่าบางท่านจะคิดว่ามีตนเสมอกับผู้ที่มีอกุศลจิต ก็ไม่ควร ถ้าใครมีอกุศลแรงเท่าไร แรงขึ้นๆ เท่าไร ก็ไม่ควรที่คนหนึ่งคนใด จะคิดที่จะทำอกุศลให้แรง หรือให้มากเท่ากับบุคคลอื่น แต่โดยมาก ท่านลืมที่จะประพฤติปฏิบัติธรรม เพื่อที่จะให้เป็นผู้มีคุณธรรมเสมอกับผู้ที่มีความประพฤติดี อาจจะเห็นว่าคนอื่นร้ายได้ ตัวท่านก็ควรจะต้องร้ายเสมอกับผู้นั้น อย่างนี้ เป็นผู้เสมอในทางอกุศล เป็นสิ่งที่ไม่สมควร แต่ควรที่จะประพฤติปฏิบัติธรรม จนกระทั่งมีคุณธรรม เสมอกับผู้ที่เป็นพระอริยเจ้า ตามลำดับขั้น.
